
เห็นหลังไวไว
ดูตัวเลขเศรษฐกิจของไทยที่ตกลงมาทุกอย่างในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขส่งออก ความต้องการภายในประเทศ ความสามารถในการแข่งขัน หรืออื่นๆ ทำให้ค่อนข้างกังวล ก็ไม่ได้ต้องการจะมองในแง่ร้าย หรือหยิบยกเฉพาะแง่ลบมาพูดกัน เพราะที่จริงก็เริ่มจากการเอาใจช่วยรัฐบาลตั้งแต่เริ่มแรก เนื่องจากหลายท่านที่อยู่ในวงการเศรษฐกิจการค้า ตั้งแต่ระดับข้าราชการไปจนถึงระดับนโยบาย ก็ล้วนเป็นรุ่นน้องๆ ที่รู้จักกัน เห็นหน้าค่าตากันมาทั้งนั้น แต่ก็ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร ดูจะไม่ฟังเสียงทักท้วงหรือความเห็นจากภายนอกกันบ้างเลย จิ้งจกทักเขายังต้องฟัง แต่นี่ผู้ทักท้วงทั้งหลายเป็นนักวิชาการที่มีทั้งความรู้และประสบการณ์มาอย่างมาก และก็เป็นผู้ที่หวังดีต่อประเทศชาติทั้งนั้น ไม่ใช่เป็นแค่เสียงนกเสียงกา
ดูตัวเลขเศรษฐกิจของไทยที่ตกลงมาทุกอย่างในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขส่งออก ความต้องการภายในประเทศ ความสามารถในการแข่งขัน หรืออื่นๆ ทำให้ค่อนข้างกังวล ก็ไม่ได้ต้องการจะมองในแง่ร้าย หรือหยิบยกเฉพาะแง่ลบมาพูดกัน เพราะที่จริงก็เริ่มจากการเอาใจช่วยรัฐบาลตั้งแต่เริ่มแรก เนื่องจากหลายท่านที่อยู่ในวงการเศรษฐกิจการค้า ตั้งแต่ระดับข้าราชการไปจนถึงระดับนโยบาย ก็ล้วนเป็นรุ่นน้องๆ ที่รู้จักกัน เห็นหน้าค่าตากันมาทั้งนั้น แต่ก็ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร ดูจะไม่ฟังเสียงทักท้วงหรือความเห็นจากภายนอกกันบ้างเลย จิ้งจกทักเขายังต้องฟัง แต่นี่ผู้ทักท้วงทั้งหลายเป็นนักวิชาการที่มีทั้งความรู้และประสบการณ์มาอย่างมาก และก็เป็นผู้ที่หวังดีต่อประเทศชาติทั้งนั้น ไม่ใช่เป็นแค่เสียงนกเสียงกา
ตอนนี้ผลก็เริ่มจะปรากฏให้เห็นกันแล้ว เรื่องความสามารถในการแข่งขันที่ตกลงมานั้น เห็นจะไม่ต้องพูดถึงมากนัก เพราะพูดไปหลายทีแล้ว รวมถึงได้เคยเสนอความเห็นไปแล้วว่า ควรนำเรื่องของวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยแก้ไขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน นโยบายรัฐบาลกำหนดไว้แล้วว่าจะเพิ่มงบประมาณการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีจาก 0.2% ของ GDP เป็น 1% และ 2% ของจีดีพีตามลำดับ ก็น่าจะเร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรมเสีย
ส่วนตัวเลขอื่นๆ เช่น การส่งออกที่ตกเอาตกเอามาตั้งแต่ต้น ก็ตกต่อเนื่องมาอีก ดูตัวเลขครึ่งปีแรกของปีนี้ก็ขยายตัวเพียง 1% แต่ก็เอาเถอะ เพราะการส่งออกขึ้นกับเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นตลาดหลักของเรา ถ้าเศรษฐกิจเขาไม่ดี จะเข็นอย่างไรก็คงลำบาก แต่เราที่ทำตัวเองในเรื่องข้าวนี่สิ เป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก อยู่ดีๆ นโยบายรับจำนำข้าวในราคาสูงกว่าท้องตลาดที่ราคา 15,000 บาท ก็ทำเอาประเทศไทยส่งข้าวไม่ออก ขนาดตกจากอันดับ 1 ไปเป็นอันดับ 3 และอาจเป็นอันดับ 4–5 เอาด้วยซ้ำ คุณภาพข้าวก็ย่ำแย่ลง แทนที่จะปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้นเพื่อแข่งกับข้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน ตอนที่จะเริ่มโครงการนี้นักวิชาการและใครต่อใครก็ออกมาทักท้วงกันมากมายจนถึงปัจจุบัน แต่ก็ยังหลับหูหลับตาเดินหน้าต่อ ตอนนี้สื่อต่างชาติก็เริ่มออกมาวิจารณ์กันอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด The Economist ก็ออกมาวิจารณ์ว่านโยบายที่กำกับโดยอดีตนายกฯ ทักษิณ (Brainchild of Mr.Thaksin, who dictates most of his sister’s policies from afar) เป็นนโยบายที่แย่และแพงที่สุด (Worst and most costly policy) ที่เป็นอันตรายต่อการเงินของรัฐบาลและเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ฟังคนไทยก็ฟังต่างชาติบ้าง เรื่องข้าวเป็นเรื่องที่จะปิดหรือบิดเบือนตัวเลขไม่ได้ เพราะไทยเป็นผู้ส่งข้าวรายใหญ่ของโลก ตัวเลขเขาก็รู้กันทั้งโลก ขายก็ไม่ออกเพราะแพงกว่าชาวบ้านเขา คุณภาพก็มีแต่จะตกต่ำลงทุกที เก็บไว้นานวันเข้า เพราะข้าวไม่ใช่หุ้นที่ตราบใดที่ไม่ขายก็ไม่ขาดทุน เป็น Unrealized Lost เหมือนที่ใครบางคนเคยพูดไว้โดยไม่ดูว่า ข้าวเป็นสินค้าเกษตรที่เน่าเปื่อยผุพังได้ แล้วก็ยังเสียค่าเก็บรักษา ทีนี้จะถอยหลังอย่างไร เพราะชาวนาและกลุ่มผลประโยชน์ก็เคยชินกับเงินที่ได้มาง่ายๆ แล้ว
ค่าแรง 300 บาทก็เช่นกัน ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แถมแรงงานที่ได้ 300 บาทไป ก็ไม่ได้ช่วยการอุปโภคบริโภคได้มากมายอะไร ที่เป็นต่างชาติเสียก็มาก ก็ช่วยให้เขาส่งเงินกลับประเทศได้มากขึ้น รถคันแรก บ้านหลังแรก ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคต้องรัดเข็มขัด คราวนี้การบริโภคในประเทศก็ตก การลงทุนก็ตกอีก เพราะมัวแต่ไปรอออกพระราชบัญญัติ แทนที่จะไปว่ากันตามวิธีงบประมาณปกติให้มันโปร่งใส ค่อยๆ ทยอยไปอย่างน้อยก็ยังมีเงินทุนเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นเมื่อมาดู GDP ไตรมาส 2 จึงขยายตัวเพียง 2.8% ต่ำกว่าไตรมาสแรกที่ขยายตัว 5.3% โดยดัชนีที่สำคัญที่ชะลอตัว คือ การใช้จ่ายในภาคครัวเรือนที่โตเพียงแค่ 2.4% การลงทุนภาคเอกชนก็ขยายตัวเพียง 1.9% เล่นเอาประมาณการขยายตัวของจีดีพีเหลือแค่ 3.84.3% นี่ยังเป็นตัวเลขของรัฐบาลนะ
ถ้าเป็นสื่อต่างชาติก็เริ่มประโคมข่าวกันแล้ว ทั้ง BBC และ The Economist ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยตกที่นั่งถดถอยแล้ว (Fallen into Recession) BBC บอกว่าเศรษฐกิจของไทยหดตัวอย่างคาดไม่ถึงในไตรมาส 2 ของปีนี้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เศรษฐกิจของไทยยังเติบโตดีอยู่ที่อัตรา 5% ในปีที่แล้ว และนักวิเคราะห์ยังคาดว่าเศรษฐกิจของไทยจะดีต่อไป แต่ขณะนี้กลายเป็นว่าความต้องการในประเทศที่ตกลง การส่งออกที่ขยายตัวลดลง และความเชื่อมั่นของนักธุรกิจที่ลดลงเป็นสาเหตุใหญ่
ก็อีกนั่นแหละ นโยบายรถคันแรกดังกล่าวที่ทำให้คนมีความต้องการเกินตัว แล้วก็ต้องหันไปรัดเข็มขัดการใช้จ่ายอื่นๆ ลง แถมหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 8 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มจาก 50% ของ GDP เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา เป็น 80% ของ GDP โดยในปริมาณ 8 ล้านล้านบาทนี้ เป็นสินเชื่อเพื่อธุรกิจเพียง 2% หนี้ครัวเรือนจึงนับเป็นอัตราการเร่งตัวที่สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้ประชาชนค่อนข้างมาก
กรณีหนี้ครัวเรือนนั้น เคยเกิดขึ้นแล้วกับสหรัฐในเรื่องสินเชื่อที่อยู่อาศัย
ส่วนกรณีเศรษฐกิจตกต่ำและประชาชนติดอยู่กับนโยบายประชานิยมจนรัฐบาลล้มละลาย ก็เกิดขึ้นแล้วในกรีซ
แล้วประเทศไทยล่ะ ทำท่าจะเห็นหลังไวไวของกรีซ หรือของสหรัฐ เรากำลังวิ่งตามและเข้าใกล้ใครกันแน่ หรือจะเห็นหลังของทั้งคู่ โดยจับกรีซกับสหรัฐมาบวกกัน ถ้าเป็นเช่นนั้นไทยคงจะตายอย่างเขียดแน่ๆ ก็เป็นวิธีตายแบบไทยๆ อีกแบบ ขออย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย







