
วินาศกรรม เส้นทางกลียุค
"มิอาจปฏิเสธได้ว่า ความคิดก่อวินาศกรรมกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้เกิดขึ้นแล้ว และมีการลงมือกระทำจริงด้วยฝีมือของผู้ไม่หวังดีต่อประเทศ"
"มิอาจปฏิเสธได้ว่า ความคิดก่อวินาศกรรมกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้เกิดขึ้นแล้ว และมีการลงมือกระทำจริงด้วยฝีมือของผู้ไม่หวังดีต่อประเทศ"
ในอดีต คำว่า การก่อวินาศกรรม คำนี้แม้คุ้นเคย แต่ดูห่างไกลจากชีวิตคนไทย ความคุ้นเคยมาจากพื้นที่ต่างๆ ในหลายมุมของโลก ซึ่งมีความขัดแย้งอย่างรุนแรง
การก่อวินาศกรรม คือ เครื่องมือหนึ่งในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามด้วยความรุนแรง โดยไม่สนใจในชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริสุทธิ์หรือบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง มุ่งหวังเพียงผลในการทำลายล้าง ทำให้อำนาจรัฐอ่อนแอ เกิดความระส่ำระสาย จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอำนาจในที่สุด
ย้อนกลับไปเมื่อกลางเดือน มี.ค. ก่อนการชุมนุมใหญ่เพื่อโค่นอำมาตย์ล้มรัฐบาลของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือที่ส่วนใหญ่เรียกกันว่า คนเสื้อแดง
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีการเคลื่อนไหวผ่านสื่อต่างๆ ในทุกด้าน ใช้เครื่องมือทุกอย่างปลุกเร้ามวลชนในเครือข่ายผ่านระบบโฟนลิงก์ วิดีโอลิงก์ เว็บไซต์ ทวิตเตอร์ และเอสเอ็มเอส เดินทางเข้าสู่กรุง เข้าร่วมปฏิบัติการโค่นล้มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
การปลุกเร้าของ พ.ต.ท.ทักษิณ มุ่งไปที่ความเหลื่อมล้ำในสังคม หลายครั้งเจือไปด้วยความรุนแรง พาดพิงไปถึงสถาบัน
ระหว่างนั้น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ได้ออกมาเปิดเผยในสิ่งที่น่าตระหนก นั่นคือ รายงานแจ้งเตือนภัยจากหน่วยงานข่าวกรองของมหามิตรประเทศ
“นอกจากงานข่าวภายในประเทศแล้ว ประเทศไทยยังได้รับความร่วมมือจากมิตรประเทศอย่างน้อย 3 ประเทศ ที่มีเครือข่ายข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ โดยแจ้งข้อมูลที่น่าเชื่อถือว่า จะมีการสั่งการให้ก่อวินาศกรรมในอาคารสูงอย่างน้อย 2 จุด”
กล่าวกันว่า รายงานลับชิ้นนี้ได้จากการดักฟังโทรศัพท์อาชญากรไทยรายหนึ่งที่หลบหนีคดีอยู่ในต่างประเทศ
ในทันทีที่ข่าวการวางแผนวินาศกรรมกรุงเทพฯ แพร่ออกไป
พ.ต.ท.ทักษิณ และบริวารได้ออกมาตอบโต้ทันที
พ.ต.ท.ทักษิณ ทวีตผ่านทาง www.twitter.com/Thaksinlive ว่า...
“มีข่าวว่า สุเทพ นักปั้นน้ำเป็นตัวเจ้าเก่าบอกว่า มีข่าวกรองต่างประเทศดักฟังโทรศัพท์ผม ทราบว่าจะมีวินาศกรรม กทม. สุเทพช่วยเอาเทปหลักฐานมาหน่อย จะมีรางวัล”
ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงจัดขบวนคนไปบุกถึงหน้าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เพื่อกดดันในลักษณะต้องการคำตอบถึงเรื่องการดักฟังทางโทรศัพท์
หากแต่เอกอัครราชทูตสหรัฐไม่มีการตอบรับหรือปฏิเสธ...
อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับการแจ้งเตือนภัยสำนักข่าวกรองต่างประเทศนั้น มีการอ้างแหล่งข่าวระบุด้วยว่า มีการสั่งการวินาศกรรมกรุงเทพฯ และปริมณฑลถึง 40 จุด
ในห้วงเวลานั้น สำหรับคนไทยแล้ว ข่าวชิ้นนี้หรือการแจ้งเตือนภัยนั้นไม่ต่างจากเรื่องไร้สาระ ยากที่จะเชื่อได้ว่าประเทศนี้จะมีใครคนไทยคนใดคิดร้ายก่อวินาศกรรมแผ่นดินเกิดตัวเอง ด้วยวิธีการของพวกอาชญากรก่อการร้ายข้ามชาติ
กลับมา ณ สถานการณ์ปัจจุบัน
มิอาจปฏิเสธได้ว่า ความคิดก่อวินาศกรรมกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้เกิดขึ้นแล้ว และมีการลงมือกระทำจริงด้วยฝีมือของผู้ไม่หวังดีต่อประเทศ
นับแต่ม็อบคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวชุมนุมใหญ่ ประกาศทำสงครามขั้นแตกหักเพื่อโค่นอำมาตย์ล้มรัฐบาล เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2553 ได้เกิดขบวนการนอกกฎหมายออกโจมตีสถานที่ต่างๆ ด้วยอาวุธสงครามมากกว่า 30 ครั้ง ทั้งสถานที่ราชการ ที่ตั้งหน่วยทหาร อาคารสำนักงานธุรกิจเอกชนบางแห่ง ธนาคาร และบ้านบุคคลสำคัญ ฯลฯ
อาวุธสงครามที่ถูกนำมาใช้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธปืน เอ็ม 16 ระเบิดขว้าง เอ็ม 67 เครื่องยิงระเบิด เอ็ม 79 จรวดอาร์พีจี ระเบิดซีโฟร์ ฯลฯ
สัญญาณอันตรายคือ กลุ่มก่อการร้ายมีพัฒนาการความรุนแรงยิ่งขึ้นเป็นลำดับ โดยไม่คำนึงถึงหายนะที่เกิดแก่แผ่นดินและ ชีวิตของคนไทยที่ร่วมแผ่นดินเกิดด้วยกัน
ดังเช่นเหตุการณ์ในคืนวันที่ 10 เม.ย. การสลายการชุมนุมซึ่งเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างกำลังทหารและมวลชนคนเสื้อแดงที่แยกคอกวัว จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ได้มีบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งลอบวางระเบิดซีโฟร์ 7 ลูก หวังทำลายเสาไฟฟ้าแรงสูง อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เคราะห์ดีที่ระเบิดบางลูกไม่ทำงาน ทำให้กรุงเทพฯ รอดพ้นจากการกลายเป็นเมืองมืดราวคนตาบอดไปอย่างปาฏิหาริย์
และหากกรุงเทพฯ ตกอยู่ในสภาพดังกล่าวตามแผนการก่อการร้ายจริง เราไม่อาจประเมินได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น เกิดความรุนแรงเสียหายมากกว่าที่เป็นอยู่ขนาดไหน และจะมีการลอบก่อวินาศกรรมด้วยรูปแบบอื่นๆ ไปทั่วเมืองจนกลายเป็นกลียุคหรือไม่
ตามมาด้วยเหตุการณ์ยิงจรวดอาร์พีจีถล่มใส่คลังน้ำมันของ บริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย (แทปไลน์) อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี คลังจ่ายน้ำมันให้แก่เครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อเวลา 01.15 น. ของวันที่ 21 เม.ย.
จรวดอาร์พีจีถูกยิงเข้าใส่ถังน้ำมันขนาดบรรจุ 22 ล้านลิตร เดชะบุญถังน้ำมันสร้างด้วยแผ่นเหล็กหนามั่นคงแข็งแรง แรงระเบิดของจรวดหัวเจาะเกราะทำความเสียหายไม่มากนัก มีน้ำมันรั่วไหลออกมาประมาณ 1 แสนลิตร และเกิดเพลิงไหม้ในบริเวณรอบถังน้ำมัน โดยเจ้าหน้าที่ของแทปไลน์สามารถควบคุมเพลิงได้ทันภายใน 1 ชม.
รวมถึงการ โจมตีสถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง และกลุ่มคนหลากสีที่ต่อต้านคนเสื้อแดงที่ย่านสีลมด้วยระเบิดเอ็ม 79 จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
การลอบก่อวินาศกรรมครั้งหลังที่เกิดขึ้น และทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้สิ้นข้อสงสัยว่า กรุงเทพฯ ตกอยู่ในสถานการณ์ถูกกระทำโดยกลุ่มก่อการร้ายหรือไม่ และเห็นได้ชัดเจนว่า ผู้ก่อการมุ่งหวังทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงโดยไม่คำนึงถึงชีวิตและทรัพย์สินตลอดจนหายนะใดๆ
สำหรับแนวทางป้องกันสกัดกั้นการก่อวินาศกรรมก็ดูจะน่าว้าเหว่ไม่สามารถสร้างความอุ่นใจแก่ประชาชนได้
มีเพียงคำสั่งการของ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ได้สั่งการให้ ผบช.น., ผบช.ภ.1-9, ผบช.ศชต. ในพื้นที่รับผิดชอบที่มีเขื่อนและโรงไฟฟ้าจัดกำลังตำรวจเข้าไปควบคุมดูแลบริเวณรอบนอกคลังน้ำมัน และให้ทุกหน่วยติดตามพื้นที่จุดเสี่ยง โดยให้ตั้งจุดตรวจเส้นทางที่เป็นที่ตั้งของคลังน้ำมัน เพื่อป้องกันไม่ให้คนร้ายเข้ามาใช้ก่อวินาศกรรม รวมทั้งจัดกำลังตำรวจรักษาความปลอดภัยสำนักงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต สถานที่ตั้งเขื่อนและโรงไฟฟ้าทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง ป้องกันการก่อเหตุวินาศกรรมหรือตัดระบบการจ่ายกระแสไฟฟ้า
ดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ย่อมยังมิอาจกล่าวโทษว่าเป็นการกระทำของคนเสื้อแดง ซึ่งวันนี้ปักฐานบัญชาการยึดสี่แยกราชประสงค์เป็นที่มั่นในการโค่นอำมาตย์ล้มรัฐบาล โดยมีการตั้งฐานในลักษณะค่ายรบราวสมรภูมิสงคราม
หากแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงและขบวนการซึ่งออกก่อเหตุโจมตีเป้าหมายต่างๆ มีการก้าวเดินที่สอดคล้องกัน แม้กลุ่มหนึ่งอาศัยการเคลื่อนไหวทางการเมืองในลักษณะเปิด ยึดพื้นที่สำคัญทางธุรกิจเพื่อสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ ขณะที่อีกกลุ่มเพิ่มเติมความเสียหายด้วยพลังแห่งการทำลายล้างเพื่อสร้างความหวาดกลัวและสร้างความระส่ำระสาย ก็ล้วนแต่มีเป้าหมายโค่นล้มช่วงชิงอำนาจรัฐเช่นเดียวกัน
และปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกันว่า ในกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งประกาศแนวทางสันติอหิงสา ยังมีบางคนที่นิยมความรุนแรง และชมชอบการทำลายล้าง ดังเช่นที่ นายเมธี อมรวุฒิกุล ดารานักแสดงเสื้อแดงที่ถูกจับกุมได้สารภาพถึงการมีอยู่ของกองกำลังติดอาวุธผสมกลมกลืนกับคนเสื้อแดง ในการสั่งสมอาวุธสงคราม และการโจมตีทหาร ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในนั้น
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อ้างถึงคำสารภาพของนายเมธีว่า นายเมธียอมรับว่าเป็นหนึ่งในแนวหน้าของ นปช.ที่เข้าปะทะกับทหารในการขอคืนพื้นที่ในบริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยาเมื่อตอนค่ำวันที่ 10 เม.ย. ทางกลุ่มของนายเมธีได้ยึดเอาอาวุธยุทธภัณฑ์ของทางราชการไปจำนวนหนึ่ง และนายเมธีได้นำเอาปืนกลจำนวนหนึ่งของทางราชการไปแจกจ่ายให้บุคคลอื่นอีกหลายคน และตัวนายเมธีก็เก็บไว้ด้วยเพื่อนำไปไว้ใช้ในการต่อสู้ในโอกาสต่อไป
“ในการปะทะกันวันนั้น นายเมธีได้ใช้อาวุธร้ายแรงยิงใส่กลุ่มทหารที่เข้าขอคืนพื้นที่ด้วย และได้ยอมรับว่า เมื่อย้ายการชุมนุมไปที่ราชประสงค์ ก็มีการประชุมเพื่อวางแนวทางกันทุกวัน ณ สถานที่ที่ยังไม่ขอเปิดเผย” นายธาริต กล่าว
ขณะที่ นายสุเทพ ออกมาระบุถึง กองกำลังติดอาวุธที่แทรกอยู่ในหมู่คนเสื้อแดงถึง 200 คน การสั่งสมระเบิด อาวุธร้ายแรงอีกจำนวนมาก
แม้แกนนำคนเสื้อแดงจะพากันปฏิเสธ แต่ปรากฏการณ์ต่างๆ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในการตอบโต้ทหารที่เข้าสลายการชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าฯ ก็ทำให้คำปฏิเสธนั้นมีน้ำหนักเบาบางอย่างยิ่ง
ล่าสุด มีรายงานถึงการข่าวของหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่ง อ้างว่าตรวจสอบทางการข่าวพบ การลักลอบนำระเบิดไดนาไมต์เข้าไปในพื้นที่ครอบครองของคนเสื้อแดง ตอนค่ำวันที่ 22 เม.ย. วันเดียวกันที่มีผู้ยิงเอ็ม 79 โจมตีถล่มใส่ย่านสีลม
ย้อนกลับไปที่รายงานของสำนักข่าวกรองต่างชาติที่สามารถดักฟังได้จากอาชญากรไทยที่หลบหนีอยู่ในต่างแดน ซึ่งนายสุเทพอ้างถึงข้อมูลที่น่าเชื่อถือว่า จะมีการสั่งการให้ก่อวินาศกรรมในอาคารสูงอย่างน้อย 2 จุด และหากกล่าวให้ลึกถึงข้อมูลลับ การก่อวินาศกรรมที่ว่าคือการลอบวางระเบิดทำลายให้พังพินาศนั่นเอง
เมื่อกลับมามองถึงสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากสถานที่ตั้งของกลุ่มคนเสื้อแดงคือย่านธุรกิจสำคัญใจกลางกรุงเทพฯ ที่แวดล้อมไปด้วยอาคารสูงหลายแห่ง
วันนี้พื้นที่โดยรอบสี่แยกราชประสงค์ไม่ต่างกับรัฐอิสระของคนเสื้อแดง เป็นแผ่นดินที่อำนาจรัฐก้าวล่วงเข้าไปไม่ได้ การตรวจสอบใดๆ ทำไม่ได้ ยกเว้นในทางลับ
ดังนั้น การก่อวินาศกรรมตึกสูงจะเกิดขึ้นในย่านดังกล่าวหรือไม่
จึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บงการการก่อการร้าย
หาได้ฝากไว้กับความสามารถของเจ้าหน้าที่รัฐในการเข้าขัดขวาง เพราะแม้กระทั่งการสกัดกั้นไม่ให้มีการนำอาวุธเข้าไปในพื้นที่สามารถทำได้ง่ายดายกว่าหลายเท่า เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่มีศักยภาพเพียงพอ
พิเคราะห์สถานการณ์โดยรวมแล้ว โอกาสที่ความรุนแรงจะพัฒนาไปสู่ความรุนแรงที่หนักมือขึ้นเป็นที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
ดังคำกล่าวของนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. บนเวทีปราศรัยคนเสื้อแดงที่สี่แยกราชประสงค์ ในค่ำวันที่ 24 เม.ย. ที่มีไปถึงผู้บริหารห้างเซ็นทรัลเวิลด์...ว่า...
“ยังอยากจะมีห้างต่อไปหรือไม่ ถ้ายังอยากมีอยู่ให้เอากำลังตำรวจ ทหารออกไปทันที คนเสื้อแดงที่น่ากลัวที่สุดคือคนเสื้อแดงที่ไม่ใส่เสื้อแดงมารบ เพราะคนเหล่านี้มีหัวใจสีแดง”
คำกล่าวแสดงให้เห็นใน 2 สิ่ง
หนึ่ง คือ ความมั่นใจศักยภาพแห่งการทำลายล้าง
หนึ่ง คือ ความมีตัวตนที่มีอยู่จริงของกองกำลังซึ่งกลมกลืนอยู่ในหมู่ผู้ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง
วันนี้ พรุ่งนี้ อาทิตย์นี้ หรืออาทิตย์หน้า ชีวิตของประชาชนคนไทยไม่ต่างจากการแขวนไว้บนเส้นลวดในมือของคนเสียสติ ทั้งยังมิอาจหวังการปกป้องคุ้มครองภัยจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ
บนสถานการณ์ทางการเมืองที่ตีบตัน อาจกล่าวได้ว่า วินาศกรรม เป็นกรรมที่คนไทยต้องเผชิญ!
ก่อวินาศกรรม บนโลกใบนี้เกิดขึ้นตลอดเวลา ถ้ากล่าวถึงเหตุจูงใจในการก่อวินาศกรรม มีเพียง 2 ประการ
หนึ่ง คือ “ความเชื่อ” ที่ผู้ลงมือพร้อมยอมตายให้กับความเชื่อ
หนึ่ง คือ “อามิสสินจ้าง” ที่ผู้ลงมือจะแฝงตัวหลบซ่อนกลมกลืนไปในหมู่ประชาชนผู้บริสุทธิ์เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง
สำหรับในประเทศไทย ย่อมเป็นกลุ่มหลัง กลุ่มที่ไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่เกิดแก่ทรัพย์สินและชีวิตของประชาชน
การหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัย เป็นทางเลือกเล็กๆ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน
หากแต่ทางเลือกเล็กๆ นี้ใหญ่พอที่คนเสื้อแดงกลุ่มที่บริสุทธิ์ใจในการเรียกร้องความเท่าเทียมกันในสังคม สามารถเดินร่วมกับทุกๆ คน
เมื่อนั้น สปอตไลต์ ย่อมสามารถสาดส่องไปถึงกลุ่มคนที่ซ่อนตัวในเงามืด และนั่นจะทำให้ทุกคนเป็นหนึ่งในการมีส่วนร่วมหยุดยั้งหายนะของแผ่นดิน







