posttoday
จับตาวิกฤตอิเหนาผวาศก.ไม่แกร่งจริง

จับตาวิกฤตอิเหนาผวาศก.ไม่แกร่งจริง

28 สิงหาคม 2556

ปรับอารมณ์ตามกันแทบไม่ทันสำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ “อินโดนีเซีย”

โดย..นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ปรับอารมณ์ตามกันแทบไม่ทันสำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ “อินโดนีเซีย” เหตุผลเพราะจากที่เคยเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกในฐานะเต็งหนึ่งน่าลงทุน กลับกลายเป็นประเทศความเสี่ยงสูงที่หลายฝ่ายพากันหลีกหนี

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า เมื่อพิจารณาข้อมูลย้อนหลังกลับไปเพียงไม่กี่ปีก่อนหน้า เศรษฐกิจของอินโดนีเซียค่อนข้างสดใสและมีแนวโน้มการเติบโตเป็นไปในทิศทางบวกอย่างชัดเจน โดยได้รับอานิสงส์สำคัญจากความต้องการบริโภคสินค้าส่งออกสำคัญของแดนอิเหนา อย่าง ถ่านหิน น้ำมัน และแร่ทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ที่เพิ่มมากขึ้น ขณะที่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศกว่า 240 ล้านคน สามารถขยับสถานะขึ้นเป็นชนชั้นกลางจนทำให้ปริมาณความต้องการบริโภคสินค้าในประเทศปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

ผลลัพธ์ข้างต้นส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ดัชนีชี้วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศพุ่งพรวดแตะระดับมากกว่า 6% พร้อมด้วยบรรยากาศเกื้อหนุนอย่างเสถียรภาพทางการเมือง และนโยบายเศรษฐกิจระดับมหภาคที่แข็งแกร่งพอจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติจนพากันวิ่งเข้าหาประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของอินโดนีเซียในปัจจุบันราวกับหนังคนละม้วน เนื่องจากนักลงทุนพากันหลีกลี้หนีหายด้วยความวิตก การเติบโตของอินโดนีเซียชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด กระทั่งอัตราเงินเฟ้อของประเทศขยับขึ้นจนน่ากังวล

การเติบโตของจีดีพีอินโดนีเซียในไตรมาส 2 ของปีนี้ชะลอตัวลงเหลือ 5.8% จนนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่พากันคาดการณ์ว่าจีดีพีอินโดนีเซียปีนี้อาจน้อยกว่าเป้าที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 6.3% โดยจะลดลงเหลือ 5.7% ในปีนี้ และ 5.4% ในปี 2557

ขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้ออินโดนีเซียในเดือน ก.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 8.6% ส่วนการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ทำสถิติผันผวนหนัก โดยปรับตัวลดลงถึง 7.7% ภายในระยะเวลา 3 วันเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียอ่อนค่าลงต่ำสุดเมื่อเทียบกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐในรอบ 4 ปี

นอกจากนี้ นับตั้งแต่เดือน มิ.ย.เป็นต้นมา นักลงทุนต่างชาติยังแห่เทขายพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซีย คิดเป็นมูลค่ารวมแล้ว 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ

ล่าสุด สถานการณ์เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อแรงเทขายสินทรัพย์ของประเทศอินโดนีเซียยังคงหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ โดยในการซื้อขายเมื่อวันที่ 27 ส.ค. สกุลเงินรูเปียห์ปรับตัวอ่อนค่าลงอีกเกือบ 2%

ทั้งนี้ แม้ว่านักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งจะพยายามไม่ตื่นตระหนกจนเกินเหตุ ด้วยการให้เหตุผลว่า สารพัดรายงานข่าวร้ายที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซียช่วงนี้เป็นเพียงเหตุน่าหวั่นเพียงชั่วคราว ซึ่งเป็นผลจากท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะชะลอการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ซื้อคืนพันธบัตรสหรัฐรายเดือน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเป็นผลจากการที่รัฐบาลยกเลิกนโยบายอุดหนุนพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้น ดังนั้น ความผันผวนครั้งนี้ไม่น่ารุนแรงพอที่จะป่วนตลาดให้วิกฤตการเงินครั้งใหญ่ของเอเชียฟื้นคืนชีพหวนกลับมาอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เหล่านี้เห็นตรงกันว่า ในท้ายที่สุด ไม่ว่าสถานการณ์เลวร้ายจะสร้างความเสียหายต่อประเทศอินโดนีเซียในระยะยาว หรือเพียงแค่ช่วงสั้นๆ นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุที่เกิดขึ้นดูจะกระทบต่ออินโดนีเซียหนักหน่วงรุนแรงมากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน

รายงานจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของรัฐบาลอินโดนีเซีย พบว่า หลังดำเนินการค้าเกินดุลมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศสลับกลับมาขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี โดยขาดดุล 2.7% ในปี 2555 และล่าสุดซึ่งตรงกับไตรมาส 2 ของปีนี้ การขาดดุลขยายตัวมากขึ้น จาก 5,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ในไตรมาสแรกของปีนี้ มาอยู่ที่ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่า 4.4% ของจีดีพีประเทศ ซึ่งเป็นการขาดดุลครั้งใหญ่ของอินโดนีเซียนับตั้งแต่วิกฤตการณ์การเงินเอเชีย หรือวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540

นักวิเคราะห์ของ เดอะ อิโคโนมิสต์ ระบุว่า ลักษณะของสถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นอาการเบื้องต้นที่สะท้อนให้เห็นปัญหารุนแรงน่ากลัว ซึ่งหยั่งรากฝังลึกอยู่ภายในเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะแข็งแกร่งของอินโดนีเซีย และเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ภาครัฐไม่สามารถจัดการปรับปรุงแก้ไขในระหว่างที่การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเฟื่องฟู ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจแม้แต่น้อยที่อินโดนีเซียจะได้รับผลกระทบหนักหน่วงกว่าประเทศเพื่อนบ้านในละแวกเดียวกัน

บรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า รัฐบาลอินโดนีเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดี ซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน ประสบความล้มเหลวในการจัดการกับปัญหา ตั้งแต่โครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่อ่อนด้อย ระบบบริหารจัดการที่ล่าช้า และการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกหย่อมหญ้า เห็นได้จากกรณีล่าสุดที่เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสด้านน้ำมันและพลังงานของประเทศโดนปลดออกจากตำแหน่ง ฐานมีส่วนเกี่ยวพันกับการทุจริต

ทั้งนี้ เมื่อเศรษฐกิจยังเติบโตได้อย่างดี การละเลยปัญหาข้างต้นจึงไม่ใช่ประเด็นใหญ่โตที่คนส่วนใหญ่จะเก็บมาใส่ใจ แต่เมื่อราคาสินค้าส่งออกหลักของประเทศอย่างสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ถ่านหิน ปรับตัวลดลง พร้อมกับต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อนโยบายผ่อนคลายทางการเงินใกล้ยุติ ทำให้อัตราดอกเบี้ยถูกกำลังจะหมดไป กระทั่งส่งผลให้ความล้มเหลวในการจัดการปรับปรุงปัญหาโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน แก้ทุจริต วกกลับเข้ามาทำลายเศรษฐกิจของอินโดนีเซียเอง

เนื่องจากต้องไม่ลืมว่า ประเด็นทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นล้วนส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่จะลงทุนในประเทศหนึ่งๆ โดยเมื่อโครงสร้างสาธารณูปโภคซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่แข็งแกร่งดีพอ นักลงทุนย่อมไม่เสี่ยงเข้ามา แถมยังไม่รวมปัญหายิบย่อยอื่นๆ เช่น กฎหมายลงทุนของชาวต่างชาติที่ยังคงคุมเข้ม ไม่เอื้ออำนวยและดึงดูดให้เข้ามาลงทุนแต่อย่างใด

กลายเป็นบทเรียนสำคัญให้หลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในละแวกใกล้เคียง ให้ตระหนักว่าการมัวแต่เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่สนใจการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจให้แข็งแกร่ง ไม่สามารถดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติเพื่อรักษาการเติบโตในระยะยาวได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท