
จาก "สภา" สู่ "ถนน"
โทมัส ฟูลเลอร์ ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล เฮอรัลด์ ทรีบูน รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยว่า พรรคการเมืองที่เคยอยู่อย่างสงบมานานกว่า 2 ปีอย่างพรรคประชาธิปัตย์ เริ่มกลับมาปลุกกระแสมวลชนเข้ามาสู่การประท้วงบนท้องถนน
โทมัส ฟูลเลอร์ ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล เฮอรัลด์ ทรีบูน รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยว่า พรรคการเมืองที่เคยอยู่อย่างสงบมานานกว่า 2 ปีอย่างพรรคประชาธิปัตย์ เริ่มกลับมาปลุกกระแสมวลชนเข้ามาสู่การประท้วงบนท้องถนน
สื่อสัญชาติสหรัฐดังกล่าว รายงานว่า กลุ่มผู้เคลื่อนไหวหลายพันคนออกมารวมตัวกันเมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยที่มีผู้พูดกล่าวว่าต้องการโค่นล้มรัฐบาล ซึ่งการกระทำดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการแสดงออกเหล่านี้แตกต่างจากช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ เนื่องจากกลุ่มผู้ประท้วงนั้นเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ นั่นก็คือ พรรคประชาธิปัตย์
ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคการเมืองที่มีชื่อเสียงในแง่ของความสุขุม ความประพฤติดี และเป็นเสียงของปัญญาชน ซึ่งพรรคได้รับความนิยมในกรุงเทพฯ อีกทั้งยังเน้นการแก้ปัญหาในสภามาโดยตลอด
สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เนื่องจากผู้นำพรรคประชาธิปัตย์บางคนเป็นแกนนำของกลุ่มผู้ประท้วงจำนวนมาก ซึ่งเป็นการประท้วงในรูปแบบของอาหรับสปริง และได้สร้างความแปลกใจอย่างมาก เพราะการกระทำนั้นขัดกับลักษณะเฉพาะของพรรคโดยสิ้นเชิง ขณะเดียวกันการกระทำนี้อาจจะนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองเหมือนในปี 2553 ได้อีกครั้ง ซึ่งเหตุการณ์นั้นมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 90 คน
“พวกเรามารวมตัวกันเพราะเราถูกรัฐบาลชุดนี้ทิ้งไว้ข้างหลัง เราจึงจะลุกขึ้นมาและต่อสู้” สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกับกลุ่มมวลชนบนเวทีเมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ความดุเดือดระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และรัฐบาลของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เกิดขึ้นหลังจากที่ฝ่ายรัฐบาลต้องการผ่านกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการประท้วงที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2553 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์คัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้อาจจะมีผลกับกลุ่มคนที่ลบหลู่ราชวงศ์และก่ออาชญากรรมขั้นร้ายแรง
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้นดูเหมือนว่าจะมาจากความรู้สึกของพรรคประชาธิปัตย์เองที่รู้สึกว่าไม่มีอำนาจในการเผชิญหน้ากับอิทธิพลทางการเมืองของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นพี่ชายของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ และเป็นผู้ที่ออกนโยบายต่างๆ เพื่อรัฐบาลชุดนี้ ทั้งๆ ที่อาศัยอยู่ที่ต่างประเทศ
ทั้งนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องอยู่ภายใต้แรงกดดันมาตั้งแต่พ่ายแพ้การเลือกตั้งเมื่อ 2 ปีก่อน ในขณะเดียวกันก็ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมกลุ่มผู้ประท้วงในปี 2553 เมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว อีกด้วย
นอกจากนี้แล้ว อภิสิทธิ์ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องความบกพร่องระหว่างการสื่อสารกับกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งในชนบท โดยพรรคต้องพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งมีผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงอยู่มากถึง 1 ใน 3 ทว่าด้วยความสามารถทางวิชาการ และภาษาของอภิสิทธิ์ทำให้กลุ่มผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในกรุงเทพฯ ลงคะแนนให้







