posttoday
สับสนจัง

สับสนจัง

27 สิงหาคม 2556

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ออกมายืนยันกับสื่อมวลชนอีกครั้งว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังไม่ถดถอย แต่ขนาดของการเติบโตของเศรษฐกิจขึ้นๆ ลงๆ แล้วแต่ไตรมาส

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ออกมายืนยันกับสื่อมวลชนอีกครั้งว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังไม่ถดถอย แต่ขนาดของการเติบโตของเศรษฐกิจขึ้นๆ ลงๆ แล้วแต่ไตรมาส

นอกจากนั้น ท่านยังบอกอีกว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจในระยะนี้ ไม่ได้เป็นปัญหาของไทยประเทศเดียว แต่เกิดขึ้นกับหลายประเทศในภูมิภาคนี้

ผมฟังนายกรัฐมนตรีว่าแล้วสบายใจขึ้น เพราะเศรษฐกิจมันก็ขึ้นๆ ลงๆ จริงตามที่ว่า และมันก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับไทยประเทศเดียวตามที่ว่า

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าบลูมเบิร์ก บีบีซี หรือใครๆ ต่อใคร รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้เปิดเผยว่าอัตราการเจริญเติบโตเศรษฐกิจไทยถดถอยเนื่องจากเศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นในอัตราที่ลดลง 2 ไตรมาสต่อเนื่องกัน คือไตรมาส 1 ของปีนี้ ลดลงจากไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว 5.3% และไตรมาส 2 ลดลงจากไตรมาสแรก 2.8% จึงมองอะไรไม่ทะลุปรุโปร่ง รีบออกข่าวมาทำให้หุ้นตกลงมาต่ำกว่า 1,400 จุด และเงินบาทอ่อนค่าลงต่ำกว่า 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วจึงเป็นที่น่าตำหนิยิ่งนัก ใครที่เจ๊งหุ้นหนักๆ น่าจะฟ้องร้องหน่วยงานเหล่านี้ให้รู้แล้วรู้รอดไป ฐานที่ปล่อยข่าวทำให้เกิดความเสียหาย และควรจะไล่ใครต่อใครที่หลงเชื่อข่าวเหล่านี้ให้กลับไปอ่านนิทานเรื่องกระต่ายตื่นตูมหลายๆ เที่ยว ก่อนจะรีบตัดสินใจขายหุ้นทิ้งไป

สำหรับผมเองขอเชื่อนายกรัฐมนตรีไว้ก่อน เพราะถ้าไม่เชื่อผู้นำแล้วจะเชื่อใครใช่ไหมครับ ประกอบกับผมไม่เคยทำมาค้าขาย ทำตัวเป็นลูกจ้างมีเงินเดือนกินมาโดยตลอด ลูกเต้าที่มีก็ไปทำมาหากินอยู่ที่อเมริกา ที่ไม่ได้ทำงานในต่างประเทศ เพราะถูกพ่อเรียกตัวกลับก็มีการมีงานทำที่มั่นคงทำ เลยไม่เดือดร้อนอะไรว่าเศรษฐกิจจะถดถอยหรือจะขึ้นๆ ลงๆ

แต่สำหรับคนที่ทำมาค้าขาย ต้องตัดสินใจว่าจะลงทุนขยายโรงงานหรือไม่ จะเก็บสต๊อกสินค้าและวัตถุดิบไว้เท่าเดิมเพิ่มขึ้น หรือจะลดลงต้องตัดสินใจว่าจะจ้างคนงานเพิ่มขึ้นหรือลดลง จะทุ่มงบประมาณเพื่อการโฆษณาขายสินค้าที่ตอนนี้ขายได้น้อยลง เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ หรือจะลดงบประมาณการโฆษณาประชาสัมพันธ์ลง เพราะโฆษณาไปก็เท่านั้น ยอดการขายไม่ขยับเพิ่มขึ้น เพราะคนซื้อไม่มีเงินซื้อ แทนที่จะซื้อทีละโหล ก็ซื้อทีละชิ้น สู้ลดงบประมาณการโฆษณาการประชาสัมพันธ์ลงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายที่ดีกว่าอะไรทำนองนี้

ข่าวสารด้านเศรษฐกิจที่ออกมาขัดแย้งกัน ล้วนแล้วแต่จะสร้างปัญหาให้ต้องคิดหนักก่อนตัดสินใจว่า ควรจะบุกไปข้างหน้า โดยถือว่าสถานการณ์อย่างนี้ทำให้เกิดโอกาสในวิกฤต หรือจะประคองตัวไว้ให้อยู่รอด ถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้น หรือจะรีบถอยมาตั้งรับโดยตัดงบประมาณค่าใช้จ่าย ลดการถือครองสต๊อกสินค้าและวัตถุดิบ ลดการจ้างงาน ลดค่าใช้จ่ายด้านการขาย ลดค่าใช้จ่ายด้านการบริการ ลดการใช้จ่ายด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์

ผมเข้าใจดีว่า ทำไมผู้บริหารระดับสูงภาครัฐถึงต้องพยายามออกมาสื่อว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยยังไม่ถดถอย ในขณะที่หน่วยงานของรัฐเอง นักเศรษฐศาสตร์ในภาคเอกชน รวมทั้งหน่วยงานและสื่อมวลชนต่างประเทศออกมาพูดว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย อย่างน้อยในทางเทคนิคถือว่าเศรษฐกิจของประเทศไหนก็ตามที่อัตราการเจริญเติบโตลดลง 2 ไตรมาสติดต่อกันถือว่า เศรษฐกิจของประเทศนั้น กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย

ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลเป็นผู้บริหารประเทศและรับผิดชอบต่อความเป็นไปได้ของเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องพยายามมองโลกในแง่ดีไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ประชาชนห่อเหี่ยว อย่างที่คุณทักษิณ ชินวัตร เคยว่าไว้ว่า ปัญหามีไว้ให้แก้ไข ไม่ใช่มีไว้ให้คนห่อเหี่ยว

ก็จริงครับ ในยุคที่การสื่อสารยังอยู่ในวงจำกัด รัฐสามารถคุมสื่อได้เหมือนในอดีต กล่าวคือ ถ้ารัฐสามารถทำให้ข่าวคราวที่ประชาชนได้รับออกมาในแง่ดี ถึงแม้ว่าจะรู้ทั้งรู้ว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังมีปัญหา แล้วดำเนินมาตรการแก้ไขเท่าที่จำเป็น เพื่อทำให้เศรษฐกิจกลับมาเจริญเติบโตได้ตามปกติ

วิธีนี้ทำให้การแก้ไขปัญหาง่าย รัฐไม่ต้องทำศึกหลายด้านพร้อมๆ กัน เพราะถ้าประชาชนยังมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของประเทศ ก็จะจับจ่ายใช้สอยต่อไปตามปกติ นักธุรกิจระดับกลางและระดับย่อยที่เข้าไม่ถึงข้อมูลก็ยังจะลงทุนทำเป็นธุรกิจต่อไป

ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ระดับเดียวกับรัฐบาล ย่อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลแก้ไขปัญหา เพราะมีผลประโยชน์ผูกพันกันอยู่ สามารถเกี้ยเซี้ยอย่างที่คนจีนว่ากันได้

นอกจากนั้น ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น มักจะเกิดขึ้นจากปัจจัยภายในประเทศ เช่น การเก็บกำไรของนักธุรกิจและนายธนาคารยุคปี 2540 การเกิดภัยธรรมชาติที่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย ความรุนแรงทางการเมือง ซึ่งเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป สภาวะเศรษฐกิจของประเทศก็จะฟื้นตัวขึ้นตามปกติ

อย่างไรก็ตาม ในบริบทปัจจุบัน รัฐไม่สามารถจะปิดกั้นการสื่อสารได้เหมือนในอดีต ท่านที่อยู่ในวงโซเชียลมีเดียบอกว่า สามารถรับรู้ข่าวสารได้พร้อมๆ กับรัฐบาลแล้ว บางกรณียังได้รับบทวิเคราะห์ข่าวสารก่อนภาครัฐจะออกมาวิเคราะห์วิจัยด้วยซ้ำไป จึงเป็นไปไม่ได้ที่รัฐจะยัดเยียดความคิดความเห็นของตัวเองให้สาธารณชนข้างเดียวได้สำเร็จ

ตัวอย่างเช่น ประเด็นฮอตที่ว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในสภาวะถดถอยหรือไม่ ประชาชนทราบข่าวคราวที่มาจากต่างประเทศเวลาเดียวกับรัฐบาล และก่อนที่รัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีจะออกมายืนยันว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่อยู่ในสภาวะถดถอย นักลงทุนก็เทขายหุ้นออกไปเพื่อปกป้องตัวเองแล้ว แสดงให้เห็นว่าเขาเหล่านั้นได้วิเคราะห์ข่าวแล้วเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่สภาวะถดถอย ถึงได้ยอมขายหุ้นออกไปในราคาที่น่าจะขาดทุน

ส่วนประชาชนทั่วไปที่บริโภคลดลง คงไม่ใช่เพราะขาดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทยว่ากำลังเข้าสู่สภาวะถดถอยจึงไม่ใช้จ่าย แค่เขาคุยกันว่าที่ไม่ใช้จ่าย เพราะไม่สามารถจะก่อหนี้เพิ่มได้ เพราะได้ก่อหนี้ไว้จนติดเพดานการกู้แล้วก็เท่านั้นเอง

สำหรับนักลงทุนต่างชาติ เชื่อผมเถิดครับว่า เขาคิดเป็น วิเคราะห์เป็น การตัดสินใจว่าจะนำเงินเข้ามาลงทุนหรือจะถอนเงินลงทุนออกไป จึงได้รับผลกระทบน้อยมากต่อการให้สัมภาษณ์ของผู้นำประเทศเล็กๆ อย่างประเทศไทย และการตัดสินใจลงทุนของเขา ก็เป็นการตัดสินใจเชิงเปรียบเทียบระหว่างผลตอบแทนกับความเสี่ยงของหลายๆ ประเทศในหลายภูมิภาคที่เขาสามารถจะโยกเงินลงทุนไปลงทุน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยบวกลบในประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น เช่น สมมติว่าเขาเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่สภาวะถดถอยตามที่นายกรัฐมนตรีไทยยืนยัน แต่เขาคิดว่าเศรษฐกิจอเมริกากำลังฟื้นตัว และจะให้ผลตอบแทนดีกว่า เขาก็โยกเงินกลับ เป็นต้น

บทความวันนี้จึงไม่มีข้อสรุป เพราะไม่กล้าสรุป ท่านผู้อ่านลองสรุปเอาเองก็แล้วกันนะครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท