
ประหยัดพลังงานแค่คำพูดสวยหรูหรือสิ่งจำเป็น
ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่นำเข้าพลังงานสุทธิ ซึ่งก็คือมีความต้องการใช้พลังงานมากกว่าความสามารถในการผลิตในประเทศ ทำให้มีความจำเป็นต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน หรือแม้แต่ไฟฟ้า
ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่นำเข้าพลังงานสุทธิ ซึ่งก็คือมีความต้องการใช้พลังงานมากกว่าความสามารถในการผลิตในประเทศ ทำให้มีความจำเป็นต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน หรือแม้แต่ไฟฟ้า
ในปี 2555 มีการจัดหาน้ำมันดิบประมาณ 1.06 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 168 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการผลิตในประเทศเพียง 0.15 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 23.85 ล้านลิตรต่อวัน และเป็นการนำเข้าน้ำมันดิบประมาณ 0.91 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 144 ล้านลิตรต่อวัน โดยมีการส่งออกเฉพาะน้ำมันเบนซิน เนื่องจากสามารถกลั่นได้มากกว่าความต้องการใช้ในประเทศ
สำหรับก๊าซธรรมชาติพบว่า ในปี 2555 มีความสามารถในการจัดหาก๊าซธรรมชาติประมาณ 5,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เป็นก๊าซธรรมชาติที่ได้จากการผลิตในประเทศ ประมาณ 4,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และนำเข้าจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า หรือเมียนมาร์ ประมาณ 750 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
นอกจากนี้ ยังมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือที่เรียกว่า LNG (Liquid Natural Gas) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่มีราคาสูงกว่าก๊าซธรรมชาติประมาณ 2 เท่า อีกประมาณ 200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพื่อใช้ในประเทศประมาณ 19%
จากข้อมูลดังกล่าว แสดงเห็นได้ว่าประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของระบบเศรษฐกิจของประเทศในระดับที่สูง
นอกจากการเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิแล้ว ผมอยากจะชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มของการจัดหาพลังงาน เพื่อรองรับความต้องการของประเทศไทยในอนาคต โดยจะขอยกตัวอย่างก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักที่ใช้ของภาคอุตสาหกรรมและการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยครับ
ในปี 2555 มีการใช้ก๊าซธรรมชาติประมาณ 4,600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งเป็นการใช้เพื่อการผลิตไฟฟ้าประมาณ 2,714 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือประมาณ 59% ของก๊าซที่ใช้ในประเทศ
รองลงมา คือ โรงแยกก๊าซ จำนวน 966 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือประมาณ 21%
ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมใช้ก๊าซธรรมชาติประมาณ 598 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือประมาณ 13% ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 322 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันจะเป็น NGV ครับ
คราวนี้คงจะพอเห็นภาพแล้วนะครับว่า ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงที่มีความสำคัญกับประเทศในระดับใด ถ้าไม่มีก๊าซธรรมชาติก็จะมีไฟฟ้าไม่เพียงพอ คงต้องมีการดับไฟฟ้าในบางพื้นที่ ภาคอุตสาหกรรมคงจะมีปัญหา และก็คงไม่มีรถยนต์ NGV วิ่งบนถนนให้เห็น
และด้วยการที่ประเทศไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ อย่างมาก ก็ต้องมาดูกันครับว่า เรามีก๊าซธรรมชาติให้ใช้ไปอีกนานแค่ไหน
เมื่อพิจารณาถึงปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติของประเทศไทย พบว่ามีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองลดลงอย่างต่อเนื่องครับ โดยในปัจจุบันเรามีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองประมาณ 10.9 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งคาดว่าจะสามารถใช้ได้อีกประมาณ 8 ปีเท่านั้น ขอย้ำว่าประมาณ 8 ปีเท่านั้นครับ
และเมื่อรวมกับแหล่งก๊าซธรรมชาติที่คาดว่าไทยจะสามารถขุดเจาะได้เพิ่มอีก 11.48 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต เราก็จะมีก๊าซธรรมชาติใช้ได้เพิ่มเป็นอีกเพียง 17 ปี
หรือประมาณว่า หากไม่สามารถหาแหล่งก๊าซเพิ่มเติมได้จากที่ได้กล่าวไว้ เด็กไทยที่เกิดในปีนี้ยังไม่ทันเรียนจบชั้นมัธยม ก็จะไม่มีก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยให้ใช้แล้วครับ
รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงพยายามให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว โดยพยายามลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติของประเทศ และได้กำหนดเป้าหมายลดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติลงจาก 66% ในปี 2555 เป็น 57% ในปี 2573 หรือในอีก 18 ปี
แต่ก็นั่นแหละครับ แม้ว่าจะมีเป้าหมายลดการพึ่งพาลง แต่ก็ยังใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้ามากกว่า 50% อยู่ดี และที่ลดลงก็เป็นเพียงสัดส่วนเท่านั้น แต่หากมองดูปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติแล้วเพิ่มขึ้นประมาณ 1.75 เท่าครับ
ดังจะเห็นได้จากในปี 2555 ที่มีการใช้ไฟฟ้ารวม 170,000 ล้านหน่วย เป็นไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ ประมาณ 66% หรือ 112,200 ล้านหน่วย
ส่วนในปี 2573 คาดว่าจะมีความต้องการไฟฟ้ารวมสูงถึงประมาณ 346,000 ล้านหน่วย ซึ่งหากสามารถลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติลงเป็น 57% ได้จริง ก็จะยังคงมีไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติถึง 197,220 ล้านหน่วย หรือมากกว่าปี 2555 จำนวน 85,020 ล้านหน่วย
พอถึงตรงนี้ก็อาจสงสัยแล้วว่า ที่เราจะมีก๊าซธรรมชาติใช้อีกเพียง 8 ปี หรืออย่างมากก็อีก 17 ปีเท่านั้น แล้วเราจะนำก๊าซธรรมชาติจากที่ไหนมาผลิตไฟฟ้าอีกตั้ง 197,220 ล้านหน่วย นี่คือคำถามสำคัญ
รัฐบาลได้คิดถึงเรื่องนี้ไว้แล้ว โดยจะนำเข้า LNG มาผลิตไฟฟ้าแทนก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยครับ
แต่โดยที่ LNG เป็นก๊าซธรรมชาติที่มีต้นทุนสูงกว่าก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเกือบ 2 เท่า เนื่องจากมีขั้นตอนการดำเนินงานหลายขั้นตอนที่ต้องนำก๊าซธรรมชาติที่หาได้มาแปรสภาพให้เป็นของเหลว และเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิติดลบ 162 องศาเซลเซียส และนำลงเรือมาถึงประเทศไทย เมื่อมาถึงแล้วก็ต้องแปรสภาพจากของเหลวเป็นก๊าซ แล้วจึงจ่ายเข้าระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ
ดังนั้น เมื่อนำ LNG มาใช้แทนก๊าซธรรมชาติทั้งหมด ก็จะทำให้ค่าไฟฟ้าคงเพิ่มสูงกว่าในปัจจุบันมากอย่างแน่นอน
ซึ่งนั่นก็จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนของภาคอุตสาหกรรม และส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในภาพรวมอีกทางหนึ่งด้วย
เริ่มจะเห็นภาพหรือยังครับว่า แม้จะสามารถจัดหาก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศมาใช้แทนแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยก็ตาม แต่ก็จะทำให้ต้นทุนในการดำรงชีวิตของประชาชนในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าเดินทาง และต้นทุนในการทำธุรกิจ
นี่ยังไม่นับรวมถึงความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ที่ต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในประเทศนะครับ
ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว เราจึงมีความจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ การประหยัดพลังงานก็เป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้การใช้ทรัพยากรของประเทศให้ยั่งยืน และยาวนานเพื่อคนรุ่นต่อๆ ไป
ส่วนพวกเราจะช่วยกันประหยัดพลังงานได้แค่ไหน แล้วในวันนี้เราได้ประหยัดพลังงานกันหรือยัง และประเทศอื่นเขามีแนวทางการประหยัดพลังงานกันอย่างไร ผมจะขอนำเสนอในลำดับต่อๆ ไปครับ
สุดท้ายนี้ ผมก็อยากจะฝากไว้ว่า การประหยัดพลังงานไม่ใช่เพียงแค่มาตรการ หรือการประชาสัมพันธ์ แต่ต้องเป็นความร่วมมือของทุกคนในสังคม ตลอดจนการปลูกฝังให้คนรุ่นต่อไปให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพเพื่อคนรุ่นต่อไป







