
ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ-สังคม4ทางเลือกฝ่าวิกฤต
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวในการสัมมนา
“ทางออกประเทศไทยในวิกฤตการเมืองไทย : โรดแมปภาคพลเมือง” ซึ่งจัดร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ว่า จากการศึกษาร่วมกับทีดีอาร์ไอพบว่าทางเลือกของประเทศไทยมีเพียง 4 ทาง คือ 1.ไม่กระจายรายได้ แล้วรอสงครามปฏิวัติประชาชน 2.กดขี่ปราบปรามเหมือน 6 ต.ค. 2519 3.กระจายรายได้แบบประชานิยม ลด แลก แจก แถม และ 4.ระบบรัฐสวัสดิการที่ปรากฏชัด“
ผมไม่ต้องการปราบปรามประชาชน ไม่ต้องการปฏิวัติรัฐประหาร และประชานิยมที่ทำให้ประชาชนงอมืองอเท้า ซึ่งเลวพอกับการซื้อเสียงเลือกตั้ง เพราะเก็บประชาชนส่วนใหญ่ไว้ให้ต่ำกว่าในฐานะไพร่ที่ไม่มีอิสระทางเศรษฐกิจ ไม่อยู่ในฐานะมีทางเลือกทางการเมือง ต้องคอยเลือกแบบตอบแทนบุญคุณ สำหรับผมเลือกประชาธิปไตยและระบบรัฐสวัสดิการ ปรับระบบภาษี ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก ภาษีซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ การเมืองต้องกระจายอำนาจ ปรับอำนาจทางการเมือง ซึ่งทั้งหมดนี้ทำไม่ได้ถ้ารอพรรคการเมือง” นายบวรศักดิ์ กล่าวนายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า โจทย์ที่ตั้งว่าวิกฤตวันนี้คือปัญหาการเมืองเป็นโจทย์ที่ผิด เพราะหากเป็นปัญหาการเมือง การยุบสภาหรือนายกรัฐมนตรีลาออกอาจจะเป็นทางออกได้ แต่วิกฤตวันนี้เป็นปัญหาสังคมนำมาสู่ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเมืองเป็นเพียงอาการที่แสดงออกของโรค ทางแก้วิกฤตเฉพาะหน้าคือทุกฝ่ายต้องตั้งสติ ขอร้องให้คนที่ทำร้ายประชาชนที่บริสุทธิ์ต้องหยุด ขอร้องให้นักการเมืองกลับไปทำหน้าที่ในสภา และขอร้องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทำหน้าที่ตามกฎหมาย เมื่อม็อบจะตีกันตำรวจต้องห้าม มีการวางระเบิดที่ไหนต้องสืบสวนสอบสวนเพื่อช่วยลดอุณหภูมิ
“
เราไม่เคยร้าวลึกขนาดนี้ จนผู้คนภาคต่างๆ กังวลว่าภาคเหนือ ภาคอีสานจะแยกตัวออกหรือไม่ คนบ้านเดียวกันต้องมาเถียงกันเรื่องเสื้อเหลืองเสื้อแดง เราไม่ต้องพูดหรอกว่ากฎหมายศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ ถ้าศักดิ์สิทธิ์คนคงไม่ตายรายวัน ตำรวจแทนที่จะเข้าไปห้ามกลับถอยออกมาดู ที่มองว่าเป็นเรื่องของบุคคลระหว่างคนที่เอาอดีตนายกฯ กับไม่เอาอดีตนายกฯ เป็นความจริงเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น” นายบวรศักดิ์ กล่าวนายสุจิต บุญบงการ ประธานสภาพัฒนาการเมือง กล่าวว่า วิกฤตครั้งนี้คงต้องจบ แต่ในอนาคตจะป้องกันอย่างไรไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดอีก ประเด็นที่ต้องคิดคือโครงสร้างสังคม โครงสร้างเศรษฐกิจ ช่องว่างของคนต่างฐานะกันมีมากขึ้น คนรวยรวยเร็วขึ้น คนไม่รวยรวยช้า ต่างกันมาก จึงเกิดเสียงเรียกร้องเรื่องความยุติธรรม รัฐบาลก่อนก็มีโครงการประชานิยม รัฐบาลนี้ก็พยายามทำให้เข้าใกล้รัฐสวัสดิการมากขึ้น ก็มีการดำเนินการต่อเนื่อง แต่ผลอาจจะยังลงไปไม่ถึง ถ้าภาคประชาชนเข้มแข็งขึ้นก็จะกดดันภาคการเมือง ภาคราชการให้สร้างความเป็นธรรมมากขึ้น







