
รับมือผลกระทบ
ขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง จะมาโต้เถียงว่าเศรษฐกิจไทยถดถอยหรือไม่ถดถอย แต่ควรหาสาเหตุว่าทำไมผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ในไตรมาส 2 ถึงออกมาขยายตัวเพียง 2.8% และหาหนทางที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทย รวมถึงการส่งออกขยายตัวดีขึ้นกว่านี้
ขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง จะมาโต้เถียงว่าเศรษฐกิจไทยถดถอยหรือไม่ถดถอย แต่ควรหาสาเหตุว่าทำไมผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ในไตรมาส 2 ถึงออกมาขยายตัวเพียง 2.8% และหาหนทางที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทย รวมถึงการส่งออกขยายตัวดีขึ้นกว่านี้
นอกจากนั้น ยังควรหาทางป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากกระแสเงินทุนไหลออกจากเอเชียด้วย
เพียงสัปดาห์เดียว (19-23 ส.ค.) นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นในตลาดหุ้นไทยสูงถึง 24,815 ล้านบาท นับว่ามากที่สุดในเอเชีย ซึ่งยังไม่รวมถึงเงินที่ไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทยอีกจำนวน 24,722 ล้านบาท จึงไม่แปลกใจที่กดดันให้เงินบาทอ่อนยวบอย่างรวดเร็ว หลุดไปถึง 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ขณะนี้เศรษฐกิจไทยยังไม่ตกอยู่ในภาวะถดถอย เป็นเพียงการถดถอยทางเทคนิคเท่านั้น เมื่อพิจารณาจากจีดีพีที่ลดลงต่อเนื่องสองไตรมาส ไตรมาส 4 ปี 2555 ไตรมาสแรกและไตรมาส 2 ปีนี้ ขยายตัว 18.9% 5.3% และ 2.8% ส่วนหนึ่งเกิดจากไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมาสูงผิดปกติ และคาดว่าไตรมาสที่เหลือของปีนี้จะค่อยๆ ดีขึ้น
แต่ตัวเลขที่ออกมาเป็นการส่งสัญญาณเตือนให้รัฐบาล และรัฐมนตรีทางเศรษฐกิจตื่นตัว เตรียมความพร้อมรับมือปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น
นอกจากนี้ ยังเป็นสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีนัก เวลานี้ประเทศไทยอ่อนแอลง ในช่วงเดียวกับที่ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาแข็งแรงขึ้น จึงทำให้เงินทุนที่เคยกอบโกยผลประโยชน์จากเอเชียหันหลังกลับ ต่างชาติขนเงินออกไปเก็งกำไรยังตลาดแห่งใหม่ ทำให้เงินบาทอ่อนลงแรงและเร็ว
และน่าตกใจมาก รัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้กลับมองเห็นข้อดีของเงินบาทอ่อนค่าเพียงด้านเดียว ว่าจะส่งผลดีต่อผู้ส่งออก คงปล่อยให้เงินอ่อนตัวลงไปเรื่อยๆ เพื่อกระตุ้นตัวเลขส่งออก แต่ลืมคำนึงถึงผลกระทบต่อคนไทยในวงกว้าง เพราะค่าเงินบาทที่อ่อนลง ทำให้ประเทศไทยมีค่าใช้จ่าย มีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการนำสินค้าเข้ามา โดยเฉพาะราคาพลังงาน ซึ่งขณะนี้ราคาน้ำมันในตลาดต่างประเทศสูงขึ้น เมื่อบวกกับอัตราแลกเปลี่ยนก็ยิ่งทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้เชื้อเพลิงในวงกว้าง และต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลนี้จะต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดและเป็นมิตร อย่าปล่อยให้ ธปท.ดูแลปัญหาเพียงลำพัง และควรจะถือโอกาสสะสางหรือลดปัญหาที่เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดไปแล้ว เพราะหากยังดันทุรังต่อไปจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาของประเทศไทย







