posttoday
เมกะเทรนด์ตัวสุดท้าย : โลกใบนี้จะจมน้ำ ธุรกิจใดจะเติบโต

เมกะเทรนด์ตัวสุดท้าย : โลกใบนี้จะจมน้ำ ธุรกิจใดจะเติบโต

26 สิงหาคม 2556

เราได้คุยกันมาแล้วถึงเมกะเทรนด์ 6 ตัว ที่จะมีผลต่อตลาดหุ้นและเศรษฐกิจไทย ดังนี้ครับ

เราได้คุยกันมาแล้วถึงเมกะเทรนด์ 6 ตัว ที่จะมีผลต่อตลาดหุ้นและเศรษฐกิจไทย ดังนี้ครับ

เมกะเทรนด์ที่ 1 ธุรกิจ 3G (โพสต์ทูเดย์ 15 พฤษภาคม 2556)

เมกะเทรนด์ที่ 2 ทีวีดิจิตอล (โพสต์ทูเดย์ 23 พฤษภาคม 2556)

เมกะเทรนด์ที่ 3 ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) (โพสต์ทูเดย์ 4 มิถุนายน 2556)

เมกะเทรนด์ที่ 4 สังคมผู้สูงอายุ อนาคต...ที่มาแน่ (โพสต์ทูเดย์ 17 มิถุนายน 2556)

เมกะเทรนด์ที่ 5 เศรษฐกิจ...ต่างจังหวัด มีแต่...ขาขึ้น

เมกะเทรนด์ที่ 6 เมื่อ “คนยุค Gen Y” ...ครองเมือง

วันนี้จึงขอคุยเกี่ยวกับเมกะเทรนด์ตัวสุดท้าย นั่นคือ “โลกใบนี้...จะจมน้ำ ธุรกิจใด...จะเติบโต” โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1.ธุรกิจประกันภัย–ประกันชีวิต ดาวเด่นยามโลกร้อน

ผมเองมองว่า เมื่อโลกใบนี้ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงจากความหายนะที่เกิดจากภัยธรรมชาติ โอกาสที่บรรดาบริษัทประกันทั้งหลายจะยิ่งขึ้นค่าเบี้ยประกันก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย สังเกตได้ง่ายๆ ก็คือ ค่าเบี้ยประกันที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด หลังเหตุการณ์มหาอุทกภัยในปี 2554 นอกจากนั้นธุรกิจประกันยังเป็นธุรกิจที่มีอนาคตไกลอีกด้วย โดยเฉพาะในมุมมองของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ กูรูนักลงทุนระดับโลก

หนึ่งในเคล็ดลับความสำเร็จของ บัฟเฟตต์ ก็คือ ความสามารถในการหาเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำมาลงทุนได้ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาจึงชอบธุรกิจประกันภัย ในปี 2551 พบว่า 24 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ของบริษัท เบิร์กไชร์ ฮาทาเวย์ ของบัฟเฟตต์ และ... 50 เปอร์เซ็นต์ของกำไรทั้งหมด มาจากธุรกิจประกันภัยต่อ ประกันทรัพย์สิน ประกันชีวิต และประกันรถยนต์

2.ธุรกิจพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม... จะมีอนาคตไกล

บรรดาธุรกิจพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดูจะได้รับการต้อนรับจากสังคมเป็นอย่างดี เช่น พลังงานจากน้ำ ลม หรือแสงอาทิตย์ ก็จะมีการอุดหนุนโดยรัฐมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจมีแนวโน้มที่จะมีกำไรมากขึ้น ในความเป็นจริงแล้ว ธุรกิจพลังงานประเภทนี้ในปัจจุบันก็มีอัตราการเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดอยู่แล้ว อันเนื่องมาจากนโยบายการอุดหนุนพลังงานทดแทนของรัฐบาล

ผมมองว่าธุรกิจนี้นอกจากจะโตในลักษณะนี้ต่อไปแล้ว มันยังจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตที่ดีอย่างนี้ต่อไปได้อีกนาน และในอนาคต... หากบรรดาประเทศมหาอำนาจต้องประสบเคราะห์กรรมจากภัยธรรมชาติครั้งร้ายแรง...ครั้งแล้ว...ครั้งเล่า และหันมารณรงค์ลดภาวะโลกร้อนด้วยตนเอง และเมื่อถึงวันนั้น...ธุรกิจพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็อาจจะ... “วิ่ง...ไม่รู้จักหยุดเลย” ก็เป็นได้

3.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์บนพื้นที่...ที่อยู่พ้นน้ำ

สถาบัน National Academy of Sciences ได้คาดการณ์ว่าในปี 2643 ระดับน้ำทะเลมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นตั้งแต่ 4 นิ้วไปจนถึง 3 ฟุต แต่ถ้าหากระดับน้ำทะเลขึ้นไปสูงที่สุดถึง 3 ฟุตแล้ว ก็จะทำให้หลายเมืองชายฝั่งในโลก และหลายส่วนของประเทศบังกลาเทศจมอยู่ใต้น้ำ ที่น่ากลัวที่สุดก็คือ ประเทศเนเธอร์แลนด์ก็จะมีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะต้องจมอยู่ใต้น้ำทั้งประเทศอีกด้วย ในเอเชียดูเหมือนว่าชะตากรรมของนครเซี่ยงไฮ้และฮ่องกง ก็จะอยู่ในฐานะที่หมิ่นเหม่ต่อการจมอยู่ใต้บาดาลเช่นเดียวกัน

เมื่อเวลานั้นมาถึง... บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่มีที่ตั้งอยู่บนที่สูง หรือพื้นที่ที่พ้นน้ำ ก็จะมีราคาพุ่งสูงขึ้นไปอย่างรวดเร็ว

4.ธุรกิจอาหาร เมื่อราคาอาหารมีแต่จะขึ้นและขึ้น

Commonwealth Scientific and Research Organisation (CSIRO) องค์การทางด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลออสเตรเลีย ทำนายว่า หากทุกประเทศในโลกยังใช้ทรัพยากรของตนเช่นในปัจจุบันแล้ว ภายในปี 2573 อุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยจะสูงขึ้น 2 องศาเซลเซียส และถ้ายังใช้ต่อไปคาดว่าภายในปี 2613 อุณหภูมิเฉลี่ยจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 7 องศาเซลเซียสจากอุณหภูมิเฉลี่ยในทุกวันนี้ และจะส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจากระดับน้ำทะเลในปัจจุบันไปอีก 30 เซนติเมตร และ 70 เซนติเมตร ในปี 2573 และ 2613 ตามลำดับ โดยจะทำให้พื้นที่ที่อยู่ในระดับต่ำจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่บางส่วนในประเทศบังกลาเทศ อินเดีย เวียดนาม และจีนจะจมอยู่ใต้น้ำ และจะทำให้พื้นที่เพาะปลูกในโลกลดลงเป็นจำนวนมาก

5.ธุรกิจน้ำ ในยามที่มีน้ำ...ล้นโลก

กรุงเทพมหานครดูจะมีความเสี่ยงต่อความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำล้นตลิ่งและอุทกภัย ที่จะก่อความเสียหายกับระบบสาธารณูปโภค ที่อยู่อาศัยของคนจำนวนมาก รวมถึงผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่จะตามมา

สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ จะมีนวัตกรรมในการผลิตน้ำดื่มและน้ำบริโภคออกมาเป็นจำนวนมาก เทคโนโลยีการกลั่นหรือการกรองน้ำทะเลจะมีการผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ผมเองไม่คิดว่าเทคโนโลยีการกรองน้ำทะเลเหล่านี้ จะมีต้นทุนที่ทำให้ถูกได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ ดังนั้นบริษัทที่เป็นเจ้าของแหล่งน้ำจืดจึงน่าจะมีความได้เปรียบกว่า บริษัทที่มีนวัตกรรมการกรองน้ำทะเลเหล่านี้ ซึ่งก็จะส่งผลให้บริษัทใดก็ตามที่มี “แหล่งน้ำจืด” ก็จะมีความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ก็ขอให้คุณผู้อ่านอย่าไปกังวลถึง...เรื่องน้ำท่วมโลกเลยครับ จงอยู่อย่างมีความสุขภายใต้ความคิดที่ว่า... “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ทำให้นึกถึงคำพูดของ จอห์น ชิมคัส (John Shimkus) นักการเมืองชาวอเมริกันที่พูดไว้ว่า “The earth will end only when God declares it's time to be over. Man will not destroy this earth. This earth will not be destroyed by a flood.” แปลตามความได้ว่า “โลกนี้จะสิ้นสุดลง...ก็ต่อเมื่อพระเจ้าบอกว่า...มันหมดเวลาแล้ว มนุษย์จะไม่สามารถทำลายโลกใบนี้ได้ และโลกใบนี้ก็จะไม่ถูกทำลายโดยน้ำท่วม”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท