
อนาถไทยน่าห่วงนโยบายรัฐทำตัวเองทั้งนั้น
“ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” อดีต รมว.คลัง ได้โพสต์บทความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว อธิบายสถานการณ์เศรษฐกิจไทยว่าชะลอตัวหรือถดถอย
“ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” อดีต รมว.คลัง ได้โพสต์บทความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว อธิบายสถานการณ์เศรษฐกิจไทยว่าชะลอตัวหรือถดถอย
ตามคำนิยามเศรษฐศาสตร์ หากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) รายไตรมาสลดลงต่อเนื่อง 2 ไตรมาส เรียกว่าเข้าลักษณะถดถอยทางเทคนิค ดังนั้น ตัวเลขไตรมาส 4 ปี 2555 ไตรมาสแรกและไตรมาส 2 ปี 2556 ขยายตัว 18.9% 5.3% และ 2.8% จึงเข้าลักษณะถดถอยทางเทคนิค
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้ยังไม่ถึงขั้นกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เพราะจีดีพีปีต่อปียังขยายตัว ไม่ใช่หดตัว และที่สำคัญตัวเลขไตรมาส 4 ปี 2555 นั้นสูงผิดปกติ
“ตัวเลขถดถอยทางเทคนิค เป็นการส่งสัญญาณเตือนว่าอนาคตไม่สดใสเหมือนเดิม เตือนว่ามีปัญหาที่ต้องเอาใจใส่ และการเตือนทางเศรษฐศาสตร์จะอาศัยข้อมูลไตรมาส ซึ่งเป็นข้อมูลเร็วหากดูแต่เฉพาะข้อมูลปีต่อปี กว่าจะเห็นปัญหา ก็จะกลับตัวกันไม่ทันเสียแล้ว”
ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ตัวเลขส่งสัญญาณเช่นนี้ ซึ่งถ้าไม่คำนึงถึงนโยบายของรัฐบาล ก็ไม่น่าจะมีอะไร เพราะในช่วงน้ำท่วมใหญ่ เศรษฐกิจได้ชะลอตัว แต่หลังจากนั้นการทำงานก็ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ภาคเอกชนเดินหน้าได้ปกติ
ปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐค่อยๆ ดีขึ้น ยุโรปยังแย่ แต่ก็เป็นเหมือนเดิม ไม่ได้ทรุดลงหนักกว่าเดิม ญี่ปุ่นดีขึ้นภายหลังการเปลี่ยนรัฐบาล ถึงแม้ประเทศกำลังพัฒนาชะลอตัวลงบ้าง แต่เศรษฐกิจก็ยังขยายตัว
ดังนั้น พิจารณาโดยรวมถึงแม้ภาวะต่างประเทศไม่ได้เอื้ออำนวยต่อการส่งออกมากนัก แต่สถานการณ์ไม่ได้ทรุดลงมากเป็นพิเศษในช่วงสองปีนี้ แสดงว่าปัจจัยที่สำคัญน่าจะมาจากภายในประเทศ โดยเฉพาะจากนโยบายและการดำเนินการของรัฐบาลไทย
ปัจจัยที่หนึ่ง การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ย่อมกระทบต้นทุนและราคาขายของผู้ส่งออก ซึ่งจะมีผลต่อไปอีกระยะหนึ่ง กว่าผู้ส่งออกจะปรับตัว กว่าจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หรือเพิ่มมูลค่าสินค้า
ปัจจัยที่สอง โครงการจำนำข้าวรัฐบาลไม่ได้เร่งขายข้าวออกไป การกักเก็บเอาไว้ในสต๊อก ไม่ได้ช่วยเพิ่มตัวเลขส่งออก ปัจจัยนี้จะมีผลต่อไปอีกระยะหนึ่งเช่นกัน ดูแนวโน้มการประมูลขาย จะใช้เวลาอีกนาน
ปัจจัยที่สาม โครงการรถคันแรกทำให้ผู้ที่ผ่อนซื้อมีภาระต้องจ่ายค่าน้ำมัน ค่าซ่อมบำรุง ค่าประกันภัย และค่าดอกเบี้ยรวมทั้งต้นเงิน ปัจจัยนี้จะมีผลต่อไปอีกหลายปี ภาระเหล่านี้จะกดดันกำลังซื้อสินค้าด้านอื่นๆ
ปัจจัยที่สี่ หนี้ครัวเรือนเมื่อรัฐบาลดำเนินนโยบายการคลังแบบกระตุ้น ก็ควรจะปล่อยให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนินนโยบายการเงินแบบระมัดระวังเพื่อถ่วงดุล แต่ รมว.คลังกลับพยายามกดดัน ธปท.ให้ลดดอกเบี้ย ซึ่งดอกเบี้ยต่ำนี้เองทำให้ประชาชนกู้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาก ปัจจัยนี้จะมีผลต่อไปอีกหลายปี กระทบกำลังซื้อ
ปัจจัยที่ห้า การลงทุนภาคเอกชนไม่ขยายตัวมากอย่างที่หวัง เกิดจากนักธุรกิจส่งออกที่มีภาระค่าแรงสูงขึ้น แต่สภาวะตลาดไม่สดใส คงยังไม่คิดขยายการลงทุน ส่วนโรงงานที่ผลิตเพื่อขายในประเทศ ก็พบว่าพ่อค้าสามารถนำเข้าสินค้าจากจีนและประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาแข่งขันตีตลาดได้มากขึ้น ก็คงยังไม่คิดขยายการลงทุน
ปัจจัยที่หก ฟองสบู่ที่เกิดจากเงินทุนไหลเข้า ปัจจัยนี้มีผลมากที่สุด ที่ผ่านมากระทรวงการคลังปล่อยให้มีเงินทุนไหลเข้ามามากจนเกินไป โดยไม่มีมาตรการควบคุม และกว่าจะยอมเตรียมการที่จะควบคุมเรื่องนี้ เงินก็กลับเป็นภาวะไหลกลับออกไปเสียแล้ว
“ตลาดหุ้นบูม กดดอกเบี้ยระยะยาวในตลาดพันธบัตรให้ต่ำ ทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์บูมซ้ำซ้อน คนที่กำไรหุ้น ก็เก็งกำไรคอนโดซ้ำซ้อน แทนที่กระทรวงการคลังจะใช้อำนาจออกมาตรการเพื่อชะลอเงินไหลเข้า กลับพยายามพูดให้ ธปท.ลดดอกเบี้ย โดยเข้าใจว่าดอกเบี้ยระยะสั้นเป็นตัวการที่ดึงดูดเงินทุนไหลเข้าหลังจากถกเถียงกัน ในที่สุดคลังก็ยอมตามที่ ธปท.เสนอ มีการออกกฎระเบียบให้อำนาจในการชะลอเงินไหลเข้า เตรียมการเอาไว้แต่ก็สายไปเสียแล้ว เงินทุนได้กลับเข้าสู่โหมดไหลออกเสียแล้ว ทำให้ตลาดหุ้นแฟบลง ตลาดพันธบัตรที่ดอกเบี้ยระยะยาวกลับสูงขึ้น และตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าสภาวะฟองสบู่”
ปัจจัยที่เจ็ด คือ พันธนาการต่อโครงการพื้นฐาน รมว.คลังได้สร้างกับดักให้แก่ตัวเองเอาไว้ กรณีโครงการเรื่องน้ำ 3.5 แสนล้านบาท กลับไปใช้วิธีพิสดาร จนเรื่องต้องช้าออกไป กรณีโครงการ 2 ล้านล้านบาท กลับไปใช้วิธีออกกฎหมายเฉพาะ ผิดรัฐธรรมนูญ ทำให้เรื่องจะต้องล่าช้าออกไปอีกด้วย







