
ปรับทัพปลัดกระทรวงสลับย้ายข้ามห้วย
วันนี้คลื่นบนน้ำและคลื่นใต้น้ำในวงการข้าราชการเรียกว่าเชี่ยวกราก เพราะวันที่ 30 ก.ย.นี้
วันนี้คลื่นบนน้ำและคลื่นใต้น้ำในวงการข้าราชการเรียกว่าเชี่ยวกราก เพราะวันที่ 30 ก.ย.นี้ จะมีข้าราชการระดับสูงตำแหน่งปลัดกระทรวงและเทียบเท่าเกษียณอายุ 8 ตำแหน่ง อธิบดีเกษียณอายุ 48 ตำแหน่ง
แม้การสับไพ่โยกย้ายทำกันทุกปีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่สร้างความปั่นป่วนให้ข้าราชการระดับหัวแถวในยามนี้ ก็คือ การโยกย้ายข้ามกระทรวงหรือข้ามห้วย
ปรากฏการณ์ย้ายข้าราชการระดับสูง คือ ระดับ 11 ข้ามห้วย เกิดขึ้นครั้งแรกในยุครัฐบาลทักษิณมีอำนาจกระชับแน่นในมือ ในฤดูกาลโยกย้ายข้าราชการกลางเดือน ก.ย. 2547 และมีผลวันที่ 1 ต.ค. 2547
คราวนั้นหน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญๆ ที่การย้ายข้ามห้วยมีการกล่าวขานกันมากที่สุด คือ
คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติวันที่ 14 ก.ย. 2547 โยกย้าย อำพน กิตติอำพน จากรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปเป็นเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รั้งตำแหน่งซี 11 ที่มีอายุน้อยที่สุดในขณะนั้น ส่วน จักรมณฑ์ ผาสุกวนิช ซึ่งเป็นเลขาธิการ สศช.มาครบเทอม ให้ย้ายไปดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
ปฏิกิริยาของคนสภาพัฒน์เกิดขึ้นทันที มีการประท้วงแต่งชุดดำ เพราะเกรงฝ่ายการเมืองส่งคนมาล้วงลูกแทรกแซงปั่นตัวเลขเศรษฐกิจ มีเสียงถามไปถึงท่านผู้นำว่า “คนในสภาพัฒน์ที่ทำงานมา 20-30 ปี ไม่มีความสามารถแล้วหรือ” แต่นั่นไม่อาจเปลี่ยนใจนายกซีอีโอได้ เพราะการทำงานที่ตรงไปตรงมา ทำให้ผู้นำซีอีโอหงุดหงิด
“...ใครอยากทำนาย ก็ให้ทำนายไป แต่อย่าทำนายให้คนห่อเหี่ยว ปัญหาต้องสู้กับมัน...” อดีตนายกฯ คนไกลให้สัมภาษณ์หลังสภาพัฒน์ประเมินว่าเศรษฐกิจปี 2547 จะขยายตัวเพียง 5.56% ไม่ใช่ 78% ตามที่หวังไว้
หากจำกันได้ การสลับเก้าอี้ย้ายข้ามห้วยไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่เกิดขึ้นเป็นระลอกๆ ระลอกแรก คือ หลังกฎหมายปฏิรูประบบราชการ ที่เพิ่มกระทรวงจาก 16 กระทรวง เป็น 20 กระทรวง มีผลบังคับใช้เมื่อเดือน ต.ค. 2545 มีการสลับเก้าอี้หลายสิบตำแหน่ง แต่เป็นการย้ายข้ามห้วยจากหน่วยเดิมไปกระทรวงใหม่ มีแรงต้านไม่มาก
กระทั่งการย้ายข้ามห้วยที่ชัดเจนที่สุด คือ การโยกย้าย บรรพต หงษ์ทอง จากตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ไปเป็น ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ซี 11 แม้มีแรงต้านภายใน มีผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงโกนหัวประท้วง แต่ยังอยู่ในภาวะที่จัดการได้ กระทั่งการย้ายข้ามห้วยรุกคืบยังหน่วยงานหัวกะทิ เช่น สภาพัฒน์
ทว่าหลังรัฐประหารปี 2549 การย้ายข้ามห้วยยุติลง ข้าราชการลูกหม้อได้รับการหนุนเนื่องให้เติบใหญ่เป็นผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงาน แต่ฤดูกาลโยกย้ายปีนี้กำลังเดินย่ำซ้ำรอยปี 2547
เพราะต้องยอมรับว่า ขณะนี้ฝ่ายการเมืองเข้มแข็งอย่างมาก กุมสภาพการเมืองในสภาและนอกสภาเบ็ดเสร็จ แต่กลไกข้าราชการที่เป็นมือเป็นไม้ให้กับรัฐบาล กลับทำงานไม่ได้ดั่งใจ ปรากฏการณ์ย้ายข้ามห้วยระลอกใหม่ปรากฏชัดเจน
ในปีนี้ที่ข้าราชการระดับสูงในหน่วยงานเศรษฐกิจที่ว่างลงอย่างน้อย 4 เก้าอี้ อาทิ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงพลังงาน และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ สอดรับกับกระแสข่าวสลับข้าราชการข้ามกระทรวงและหน่วยงาน ทั้งที่เป็นเป้าจริงและเป้าหลอก
สูตรแรกที่ฝ่ายการเมืองคิด คือ การโยกย้าย อาคมเติมพิทยาไพสิฐ ซึ่งเหลือระยะเวลาการดำรงตำแหน่งในตำแหน่งเลขาธิการสภาพัฒน์ 1 ปี และเหลืออายุราชการอีก 3 ปี ให้ไปเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี แทน อำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรีคนปัจจุบัน และวางตัว อำพน เป็นปลัดกระทรวงการคลัง
และโยกย้าย อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลังที่เหลืออายุราชการ 3 ปีเช่นกัน ไปไว้ในตำแหน่งเลขาธิการสภาพัฒน์
ที่มาที่ไปของสูตรนี้ คือ ฝ่ายการเมืองมองว่าช่วงหลัง อาคม ไม่อาจกุมสภาพภายในได้ จนปรากฏข้อเท็จจริงที่ตรงไปตรงมา แต่เป็นผลลบแก่รัฐบาลหลายครั้งหลายครา เช่น ผลกระทบจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือก หนี้สินและหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายกระตุ้นใช้จ่ายของรัฐบาล เป็นต้น กระทั่งข้อมูลเหล่านี้ถูกฝ่ายค้านนำไปขยายผล
ล่าสุดการแถลงตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ที่บ่งชี้ว่าตัวเลขทรุดต่อเนื่อง สภาพัฒน์ปรับลดเป้าหมายการขยายตัวเศรษฐกิจเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 6 เดือน อาคม ถูก กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ตำหนิในที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า อาคม อธิบายตัวเลขเศรษฐกิจไม่เคลียร์ จนสังคมเข้าใจว่าเศรษฐกิจอยู่ในภาวะถดถอย
กิตติรัตน์ สั่งให้ อาคม ร่วมชี้แจงในรายการนายกฯยิ่งลักษณ์พบประชาชน ที่ออกอากาศในวันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยไม่ถดถอย ขณะที่ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกฯ ถึงกับต้องเขียนอีเมลแถลงข่าวข้ามชาติระหว่างติดตามนายกฯ เยือนทาจิกิสถานปากีสถาน ตอบโต้ว่า “เศรษฐกิจไทยไม่ถดถอย”
บทบาทของ อาคม ที่ไม่เป็นที่ปลาบปลื้มใจนักในสายตาคนในรัฐบาล แต่นั่นเป็นเพราะ อาคม ซึ่งเป็นลูกหม้อสภาพัฒน์โดยเนื้อแท้ จึงไว้ใจในความเป็นมืออาชีพของข้าราชการสภาพัฒน์ทุกส่วนงาน ฝ่ายการเมืองมองว่า หากได้คนนอกอย่าง อารีพงศ์ มานั่งเลขาธิการสภาพัฒน์ ความเกรงใจที่จะสั่งให้คนสภาพัฒน์ซ้ายหันขวาหันก็จะลดน้อยลง
ส่วนการสลับตำแหน่งระหว่าง อำพน ไปเป็นปลัดกระทรวงการคลัง น่าจะเป็นเพราะ อารีพงศ์ แทบไม่มีอำนาจสั่งการข้าราชการระดับอธิบดีได้ อำนาจบังคับบัญชาจึงอยู่ในภาวะเบี้ยหัวแตก ดังนั้นการได้ อำพน เข้าไปจัดระเบียบข้าราชการกระทรวงการคลังใหม่ น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะผลงาน 6 ปีที่คุมสภาพัฒน์เป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว
นอกจากนี้ การที่ อำพน ซึ่งเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และควบตำแหน่งประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตำแหน่งที่ใกล้ชิดกับฝ่ายการเมืองจนเกินงาม จึงเป็นไปได้สูงว่า อำพน ที่เหลืออายุราชการ 3 ปี จะทิ้งฐานไปอยู่ที่กระทรวงการคลัง
ยกเว้นเสียแต่ว่า อำพน ไม่ประสงค์ตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง การเวียนเทียนเก้าอี้จะสะดุดทันที เพราะต้องไม่ลืมว่าวันนี้ “เส้นสาย” ของ อำพน อยู่ในระดับไม่ธรรมดา ขณะที่อำพน และอาคม ต่างก็เกื้อหนุนกัน เพราะการทำหน้าที่กรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของ อำพน ได้รับการแบ็กอัพข้อมูลจากสภาพัฒน์มาโดยตลอด
สูตรที่สอง ย้าย อำพน เป็นปลัดกระทรวงการคลัง และย้าย อาคม ไปเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี แต่โยกย้าย อารีพงศ์ ไปเป็นปลัดกระทรวงคมนาคม และดัน สมชัย สัจจพงษ์ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่อยู่ในภาวะขึ้นหม้อ ให้ไปรั้งตำแหน่งเลขาธิการสภาพัฒน์ ก็น่าจะสามารถคุมทิศทางการทำงานของสภาพัฒน์ได้บ้าง
ขณะที่การโยกย้าย อารีพงศ์ ไปดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม เพราะในช่วง 7 ปีนี้รัฐบาลมีโครงการลงทุนโครงสร้างด้านการขนส่ง 2 ล้านล้านบาท อารีพงศ์ ซึ่งคุ้นเคยกับโครงการลงทุนขนาดใหญ่มาตั้งแต่ต้น น่าจะประสานงานการลงทุนระหว่างกระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลังได้ดี
แต่กระนั้น อารีพงศ์ ก็ต้องเผชิญแรงต้านในกระทรวงคมนาคมพอสมควร เพราะภายในกระทรวงคมนาคมเองมีคนที่ได้รับการวางตัวให้เป็นปลัดกระทรวงแล้ว นั่นก็คือ สร้อยทิพย์ไตรสุทธิ์ รองปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งเคยเป็นผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และรู้จักแผนลงทุน 2 ล้านล้านบาท อย่างไม่น้อยหน้าใคร
จึงเป็นที่มาของสูตรที่สาม โยกย้าย อารีพงศ์ ไปเป็นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณที่ตำแหน่งว่างอยู่ แต่นั่นถือเป็นการลดชั้นปลัดกระทรวงการคลัง เพราะแต่เดิมสำนักงบประมาณเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง และสูตรนี้ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงบประมาณที่คุมเงินภาครัฐ ที่ฝ่ายการเมืองต้องได้คนที่สั่งได้
ตัวอย่างก็มีให้เห็นแล้วในสมัยที่ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ในสมัยดำรงตำแหน่งรองนายกฯ มีการแต่งตั้ง วลัยลักษณ์ ศรีอรุณ จากรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เป็นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ แต่ วลัยลักษณ์ เป็นข้าราชการที่สั่งไม่ได้ดั่งใจ จนผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นอดีตนายกฯ ในพรรคร่วมรัฐบาลต้องหัวเสียมาแล้ว
หากมองไปที่กระทรวงเศรษฐกิจสำคัญหน่วยงานหนึ่ง คือ กระทรวงพาณิชย์ ศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เป็นชื่อที่มาแรงที่สุด และน่าจะได้ขึ้นตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์แทน วัชรี วิมุกตายน ที่จะเกษียณอายุ ขณะที่ชื่อชั้น ศรีรัตน์ ในทำเนียบข้าราชการประจำก็ถือว่าไม่ธรรมดา
ศรีรัตน์ เป็นลูกหม้อกระทรวงพาณิชย์ เป็นลูกน้องในสาย บรรพต ที่ถูกโยกย้ายให้มาเป็นหัวหน้าผู้แทนการค้าไทย ซี 10 ในยุคเฟื้องฟูเมื่อปี 2546 แต่เมื่อสำนักงานผู้แทนการค้าไทยถูกลดบทบาทลง ศรีรัตน์ ขอย้ายไปเป็นรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและย้ายคืนถิ่นเก่าที่กระทรวงพาณิชย์ปี 2551 ในตำแหน่งรองปลัดกระทรวง
ศรีรัตน์ ซึ่งเป็นลูกน้องเก่าของ บรรพต และบรรพต คนนี้ต้องถือว่ามีเส้นสายระดับนายใหญ่ อีกทั้งเคยเกื้อกูล นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ที่เป็นรองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ในช่วงหนึ่งที่ นิวัฒน์ธำรง ตกงาน
ที่สำคัญในยามที่การส่งออกดิ่งเหวกู่แทบไม่กลับ การมีข้าราชการที่เชี่ยวชาญด้านการค้าการขายกับต่างประเทศจึงทวีความสำคัญขึ้น เพราะในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาข้าราชการลูกหม้อกรมการค้าภายในยึดตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ การริเริ่มขยายการค้าใหม่จึงเห็นผลเป็นรูปธรรมน้อย ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะไม่พ้นโครงการธงฟ้าฯ
การจัดทัพข้าราชการหัวแถวท่ามกลางหัวเลี้ยวหัวต่อการดำเนินนโยบายรัฐบาลปีที่ 2 ต่อปีที่ 3 ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ขยายตัวลดลง 2 ไตรมาส และการขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐ ตลอดจนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ 2 ล้านล้านบาท การปรับทัพข้าราชการจึงสำคัญอย่างมาก







