
ปชป.เชื่อมวลชนพธม.ไหลร่วมพรรคมากขึ้น
"องอาจ" ระบุพันธมิตรฯ ยุติบทบาท ปล่อยพันธนาการมวลชน เชื่อไหลร่วม ปชป.ต้าน "ระบอบทักษิณ"มากขึ้น
"องอาจ" ระบุพันธมิตรฯ ยุติบทบาท ปล่อยพันธนาการมวลชน เชื่อไหลร่วม ปชป.ต้าน "ระบอบทักษิณ"มากขึ้น
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศยุติบทบาทการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยเปิดโอกาสให้มวลชนที่สนับสนุนไปดำเนินกิจกรรมใด ๆ อย่างเสรีว่า เป็นสิ่งที่พรรคน้อมรับข้อเสนอและความเห็นต่าง ๆ ด้วยความเคารพ แม้วันนี้แกนนำจะประกาศยุติความเคลื่อนไหว แต่เชื่อว่าจิตใจการต่อสู้ยังดำรงอยู่ และเมื่อใดก็ตามที่มีเงื่อนไขที่พันธมิตรฯ คิดว่าพร้อมจะออกมาต่อสู้เพื่อประชาชน ทางแกนนำและมวลชนก็คงจะออกมายืนเคียงข้างประชาชนในการต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง สิ่งที่พันธมิตรได้ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้สูญเปล่า และได้สร้างคุณูปการให้กับการต่อสู้ของภาคประชาชน ซึ่งเป็นแบบอย่างของการต่อสู้ภายใต้กฎหมายและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญโดยสงบสันติ ปราศจากอาวุธ ซึ่งแตกต่างจากการต่อสู้ของมวลชนบางกลุ่มในประเทศไทย เป็นแบบอย่างในการดำเนินการของมวลชนต่อไป
นายองอาจกล่าวว่า หลังการประกาศจุดยืนดังกล่าวมีมวลชนและพันธมิตรฯทั่วประเทศไทย ทั้งใน กทม.ในภาคกลางและภาคใต้เริ่มมีการประสานงานระดับแกนนำกับส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ในหลายพื้นที่ ที่จะร่วมมือกันทำงานต่อสู่กับระบอบทักษิณต่อไป ซึงถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีของการเคลื่อนไหวภาคประชาชนในอนาคต และเชื่อว่าหากประชาชนได้ร่วมมือกันอย่างแท้จริงแล้ว ระบอบทักษิณคงไม่สามารถขยายตัวออกไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และการรวมพลังของประชาชนทุกภาคส่วนจะมีส่วนสำคัญให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าในประเทศไทย
" เห็นได้ชัดว่ามวลชนพันธมิตรฯเริ่มเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนของพรรคอย่างสบายใจมากขึ้น ไม่ต้องเกรงใจแกนนำเพราะก่อนหน้านี้มีท่าทีที่ไม่ชัดเจนว่าจะสนับสนุนหรือคัดค้านการเคลื่อนไหวของพรรค แต่เมื่อมีการประกาศให้มวลชนพันธมิตรเคลื่อนไหวได้อย่างเสรี ก็เป็นการปลดพันธนาการ"นายองอาจกล่าว
นายองอาจกล่าวว่า การเคลื่อนไหวมีหลายระดับไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านรัฐบาล การล้มระบอบทักษิณ การปฏิรูปการเมือง ถ้ามีความพร้อมตรงไหนก็สามารถดำเนินการได้ ตราบใดที่มีเป้าหมายเดียวกัน การล้มระบอบทักษิณก็เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการเมืองและประเทศไทยยังต้องปฏิรูปอีกหลายด้านรวมถึงเศรษฐกิจสังคมด้วย เป้าหมายสูงสุดคือการปฏิรูปประเทศไทย ขณะนี้ใครพร้อมที่จะทำอะไรตรงจุดไหนหากมีเป้าหมายใหญ่เดียวกันควรดำเนินไปตามความพร้อมของแต่ละคน
"เราต่างทำในสิ่งที่ถูกต้องเหมือนกันและเป้าหมายไม่ได้แตกต่างกัน แต่วิธีการอาจเป็นไปตามความถนัดของแต่ละคน ส่วนภาคปฏิบัติจะได้แค่ไหนไม่ใช่เรื่องสำคัญ ทั้งนี้หากร่วมมือกันความสำเร็จอาจเกิดขึ้นได้ ส่วนปัญหามวลชนสองฝ่ายที่ยังไม่สามารถเป็นเนื้อเดียวกันได้นั้น ผมคิดว่าระยะเวลาจะช่วยทำให้ทุกอย่างพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นได้ ตราบใดที่มีเป้าหมายไม่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจกันไม่ใช่อุปสรรค เท่าที่ได้สัมผัสในพื้นที่ผมเชื่อว่าทั้งสองกลุ่มจะทำความเข้าใจกันได้ไม่ยาก"นายองอาจกล่าว







