posttoday
ความในใจ รมต.โหนรถเมล์ 'สร้างภาพไปไม่รอด'

ความในใจ รมต.โหนรถเมล์ 'สร้างภาพไปไม่รอด'

25 สิงหาคม 2556

ใช่ว่าจะนั่งวางแผนโครงสร้างระบบขนส่งสาธารณะอยู่แต่ในห้องแอร์กระทรวงคมนาคม แต่สำหรับ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

โดย....ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว, ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ใช่ว่าจะนั่งวางแผนโครงสร้างระบบขนส่งสาธารณะอยู่แต่ในห้องแอร์กระทรวงคมนาคม แต่สำหรับ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดปฏิบัติการลงสัมผัสของจริง ไม่ว่าจะโหนรถเมล์ นั่งเรือ ล่องรถไฟ

อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการที่ชัชชาติดำเนินการอยู่ขณะนี้ ไม่อาจหนีเสียงวิจารณ์ได้ว่ามีเป้าหมายอื่นแอบแฝงหรือไม่? “รมต.สร้างภาพใช่ไหม” “ต้องการเรียกเรตติ้งหรือเปล่า” หรือ “หวังกลบข่าวการเมืองร้อน”

หลากคำถามพุ่งตรงมาถึงหัวหน้านายตรวจคมนาคมต้องตอบ

“การไปนั่งรถเมล์รถไฟ จำเป็นต้องรู้ปัญหาจริงๆ ซึ่งบางส่วนบ่นเป็นรัฐมนตรีแล้วมาทำไมให้เสียเวลา ควรไปทำงานเชิงนโยบายมากกว่า แต่ผมมองว่าทุกอย่างต้องไปด้วยกัน เพราะผลพวงส่วนหนึ่งมาจากนโยบาย ถ้าไม่เข้าใจปัญหาคงทำให้นโยบายดีไม่ได้ ดังนั้น การลงไปก็เพื่อเก็บข้อมูล และถ้าไม่ลง ก็ไม่มีทางรู้” ชัชชาติ ชี้แจง

ชัชชาติ เปิดเผยว่า สิ่งที่เขาทำเริ่มต้นจากการใช้เฟซบุ๊กเป็นสื่อกลางในการรับเรื่องร้องเรียน ข้อเสนอแนะจากประชาชน เกี่ยวกับการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ทำให้เห็นเรื่องราวมากมาย บางเรื่องไม่เคยทราบมาก่อน ซึ่งการเปิดเฟซบุ๊กไม่ใช่เปิดขึ้นมาโพสต์ข้อความเล่นๆ แต่ต้องการได้ข้อมูล และลงไปสัมผัสหาข้อเท็จจริงและมีทีมงานคอยประมวลผล ดำเนินการแก้ปัญหาต่อไป

“ผมก็กังวลนะ อาจถูกมองเป็นการสร้างภาพ แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มีคนคอยติดตามตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะสังคมเฟซบุ๊กทุกคนความจำดี เดี๋ยวเขา ก็ต้องโพสต์ข้อความถามเราว่าที่ลงไปตรวจ ไปดูรถเมล์ รถไฟสายโน้นสายนี้ ทำไปถึงไหนแล้ว ถ้าสร้างภาพมันไปไม่รอด เพราะขณะที่เราเริ่มเดินหน้าไปประเด็นที่ 34 ก็จะมีคนถามว่าประเด็นที่ 1 ทำหรือยัง ดังนั้น ต้องพิสูจน์ระยะทาง ทุกประเด็นปัญหาต้องบันทึกเก็บไว้ พยายามติดตามเรื่องเก่าแล้วต้องแก้ปัญหาให้ได้ ไม่ใช่รุดหน้าอย่างเดียว” ชัชชาติ กล่าวด้วยท่าทีจริงจัง

จากการปกปิดวาระงาน จู่ๆ ปรากฏกายโหนรถเมล์ เผลอแป๊บไปนั่งรถไฟชั้นสามพบเห็นสภาพปัญหาอะไรบ้าง เจ้าตัว บอกว่า ปัญหารถเมล์กับรถไฟมันคนละเรื่อง เพราะรถไฟมีข้อเท็จจริงที่ไม่รู้อีกมาก แต่รถเมล์ส่วนใหญ่รู้ปัญหา คือ ผู้บริหารไม่กระตือรือร้น ดังนั้น การไปนั่งรถเมล์เพื่อกระตุ้น และลงไปแบบไม่บอกว่าสายไหน ซึ่งถ้าลงไปแล้วไม่พบการดูแลที่ดี ก็โดนแน่ (น้ำเสียงเข้ม) เพราะการลงมีหลายรูปแบบ ทั้งเก็บข้อมูล กระตุ้น แต่กับรถไฟคงต้องลงไปหาข้อมูล เพราะไม่ได้นั่งมานาน

“รถไฟต้องมีแผนทั้งระยะสั้นและระยะยาว ระยะสั้นที่ต้องดำเนินการได้ก่อน เช่น ห้องน้ำไม่สะอาด ห้องเก็บเงิน คนเมา ทำได้เลย ส่วนระยะยาว คือ โครงสร้าง ผมเคยไปคุยกับพนักงานขับรถไฟซึ่งทำงานมากว่า 30 ปี บอกว่าตู้อัดเบรกรถไฟเหลือแค่อันเดียว พนักงานมี 50 อัตรา แต่ทำงาน 20 คน ถามว่าอนาคตจะเป็นยังไง”

“คนเมาผมไม่เคยนึกว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่มีผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่า คนเมาทำให้ผู้โดยสารธรรมดาไม่อยากขึ้นรถไฟ ซึ่งผมเจอคนเมามากอดคอถ่ายรูปที่ตู้เสบียง และคนเมามานั่งด้วย และด่าเรื่องรถไฟให้ฟัง เรื่องขายของบนรถไฟเป็นเรื่องดี แต่มิจฉาชีพแฝงตัวเยอะมาก ฉวยของผู้โดยสารกระโดดลงรถ ถามว่า ถ้าจะเอารถไฟเป็นเส้นทางหลักจะทำอย่างไร จะต้องมีนโยบายให้เทียบเคียงกับเครื่องบิน แต่รถไฟปล่อยจนเป็นธรรมเนียม หรือห้องน้ำเก็บค่าบริการ 3 บาท ถามว่าจำเป็นจริงหรือ จะรวยขึ้นจากการเก็บ 3 บาท ไปเมืองนอกก็ไม่เห็นเก็บหรือน้อยมาก เพราะมันคือบริการพื้นฐาน ประชาชนมีสิทธิ ถามว่าไม่เก็บแล้วสกปรก ทำไม่ได้อย่างอื่นก็ไม่ต้องไปทำ บางอย่างมานั่งคิดให้ดี ก็เป็นมิติเอาไปปรับปรุงได้”

ที่ผ่านมาชัชชาติยังเคยแอบไปตรวจโรงงานซ่อมรถไฟที่มักกะสันถึงกับอึ้ง เพราะโรงงานแห่งนี้ยังใช้เทคโนโลยีตั้งแต่ 50 ปีที่แล้ว พบทั้งช่างซ่อม ช่างเชื่อม ยังหลอมเหล็กอยู่ในโรงงาน ทำให้เกิดคำถามว่าในเมื่ออยากเห็นระบบรางที่ดีในอนาคตจะทำแบบเดิมหรือจ้างเอาต์ซอร์ส ปัญหาตรงนี้ต้องมีการตัดสินใจ ไม่เช่นนั้น คุณภาพจะแย่อยู่อย่างนี้

นอกจากรถเมล์ รถไฟที่ตรวจสอบแล้ว ชัชชาติ เล่าว่า เรือเคยนั่งทุกเช้า เพราะถือเป็นทางเลือกที่ดีของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันเรือคลองแสนแสบมีคนนั่งเกือบ 6 หมื่นคนต่อวัน เรือด่วนเจ้าพระยา 4 หมื่นคนต่อวัน แต่ปัญหา คือ มาตรฐาน ความมั่นใจของประชาชนเรื่องความปลอดภัย คุณภาพ จึงได้กำชับเจ้าของเรือและกรมเจ้าท่าไปเขียนแผนงานมา โดยตั้งเป้าเพิ่มผู้โดยสารให้ได้แสนคนต่อวัน

ขณะที่เรือด่วนเจ้าพระยา ปัญหาอยู่ที่ระบบเชื่อมโยง เช่น บ้านแถวบางใหญ่จะมาขึ้นเรือแต่ไม่มีรถเมล์วิ่งผ่าน ไม่มีที่จอดรถ จะทำอย่างไรให้ทั้งหมดเชื่อมโยง ก็ให้ 2 ฝ่ายไปดู ร่วมกันคิด เพื่อให้ทำได้ครบวงจร จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดของประชาชน ซึ่งเปรียบได้กับรถไฟสายหนึ่ง

ส่วนปัญหาความปลอดภัยของรถตู้โดยสาร ชัชชาติ ยืนยันว่า ปัจจุบันได้ดำเนินการติดเครื่องควบคุมจับความเร็ว แต่พบปัญหา 2 ส่วน คือ หมวด 1 วิ่งเฉพาะกรุงเทพฯ ที่ได้รับสัมปทานจาก ขสมก. และหมวด 2 วิ่งต่างจังหวัด รัศมี 300 กม. ซึ่งทั้ง 2 แบบพบปัญหาคล้ายกัน คือ รถตู้หมวด 1 มีปัญหาเรื่องการวิ่งทับซ้อนเส้นทางรถผี แต่หมวด 2 ปัญหาเรื่องรถผีวิ่งทับเส้นทางไปจอดอนุสาวรีย์ แต่ต้องเข้าใจว่ารถตู้เป็นสิ่งที่คนไทยชอบ

ชัชชาติ เล่าว่า เมื่อมีจำนวนผู้ใช้มาก รถผิดกฎหมายก็ตามมาและมาเฟียคุม ดังนั้น ขั้นตอนแรกที่เตรียมดำเนินการ คือ ความปลอดภัยก่อน รถตู้ติดเครื่องควบคุมความเร็ว ทำให้ปัญหานี้น้อยลง ต่อมาจัดสถานีจอดรถให้เป็นระเบียบ หากทำเหมือนสถานีขนส่งย่อยๆ ได้จะช่วยกำจัดรถผีออกไปได้ เพราะปัจจุบันไม่มีจุดรับเป็นเรื่องเป็นราว เช่นเดียวกับ บขส.จะไม่พบปัญหานี้ ต้องเป็นรถถูกต้องเท่านั้นถึงเข้าจอดสถานีได้ และจะไม่เกิดปัญหาดังกล่าว

“รถผีได้เปรียบเพราะไม่ต้องไปจ่ายค่าทะเบียน ไม่ต้องตรวจสอบสภาพทุก 6 เดือน ดังนั้น ควรเริ่มจากการจัดจุดจอดให้ดี มีที่พักให้ประชาชน พร้อมทั้งมีความเชื่อมโยงรถถูกกฎหมายเข้ามาจุดจอด เพื่อเป็นระบบ ซึ่งได้มีการกำหนดจุดตั้งแล้ว อาทิ ซอยหมอเหล็ง พื้นที่ใต้ทางด่วน แต่มันไม่ง่าย เพราะพบแต่ผู้มีอิทธิพลทั้งนั้น”

สำหรับปัญหาแท็กซี่ ชัชชาติ พูดพลางยิ้มว่า คิดเสมอ เพราะโดนด่าเยอะสุด โดยเฉพาะเรื่องไม่รับผู้โดยสาร ซึ่งกรมขนส่งทำตลอด เช่น จับ ปรับ ล่อซื้อ แต่คิดว่าเป็นการแก้ปลายเหตุ ถามว่าจะแก้ยังไง อย่างแรกต้องมาจากจิตสำนึกของแท็กซี่ก่อน ไม่ใช่ใครมาจากไหนก็ขับได้ ต้องมีการอบรม เข้ากระบวนการ เพื่อให้เกิดความภูมิใจในอาชีพ และไปวิเคราะห์ปัญหาต้นเหตุว่าคืออะไร

“หากถามว่าทำไมแท็กซี่ไม่รับผู้โดยสาร ขนส่งต้องไปวิเคราะห์ เช่น ไปที่ไม่มีปั๊มแก๊ส ขับกลับไม่ได้ ก็ต้องไปดู จุดไหนในกรุงเทพฯ มีปัญหาขาดปั๊มแก๊ส ราคาค่าโดยสารเป็นธรรมหรือไม่ ราคามิเตอร์เวลาช่วงรถติดมันต่ำกว่าที่ควรเป็น ทำให้แท็กซี่ไม่อยากเข้าไปในพื้นที่รถติด มิเตอร์เดินไม่คุ้มต้นทุน หากทำใจให้เป็นกลาง การรับคนคือการทำธุรกิจ ถ้าปฏิเสธเป็นเพราะได้ไม่คุ้มทุนหรือเปล่า ต้องคิดในแง่มุมเขาด้วย ขนส่งต้องไปดูตรงนี้ หรือจัดจุดจอด มีกล้องวงจรปิด ซึ่งตามห้างได้มีการดำเนินการแล้ว เช่น พารากอน เพื่อตรวจดูแท็กซี่รับผู้โดยสารหรือไม่ แต่ก็ต้องมีมือไม้ เมื่อสั่งไปแล้วต้องทำให้จบ เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องลงไปช่วยดู บางทีไม่ได้ดั่งใจ ก็ต้องเอาเท่าที่ทำได้”

ดูเหมือนชัชชาติจะเข้าใจสารพัดปัญหาระบบขนส่ง แล้วจะแก้ปัญหาได้มากน้อยขนาดไหน หรือแค่จุดพลุเปิดประเด็นแล้วหายไป

“เรื่องพวกนี้มีตัวชี้วัดของแต่ละรัฐวิสาหกิจ ขสมก. รถไฟ ว่าตรงเวลาหรือไม่ หรือบางตัวอาจต้องมีการปรับตัวชี้วัด”

ทั้งนี้ทั้งนั้น การเป็น รมว.คมนาคม ไม่ได้แค่ลงมาเกาะติดปัญหาปลีกย่อยระบบขนส่งสาธารณะเท่านั้น หากแต่ดำเนินการคู่ไปกับการวางนโยบาย

“ทำเฉพาะเรื่องปลีกย่อยไม่ได้ ต้องย้อนกลับมาในเชิงนโยบาย ทั้งคิด ทำ วางแผน เวลาไปจะดูเรื่องปรับโครงสร้าง เช่น รถไฟ มาดูปัญหาชีวิตจริง และทำให้เห็น เช่น การแบ่งเขต 4 เดินรถ คือ เดินรถ ช่างกล กรมโยธา สื่อสาร แต่ละคนคนละนาย ถามใครก็โยนกันไปมา เหมือนเป็น 4 บริษัทในบริษัทเดียว ไม่คล่องตัว เมื่อเห็นปัญหานี้คิดว่าจะทำอย่างไรให้เป็นเนื้อเดียวกัน”

ก่อนจบบทสนทนา เจ้าตัวทิ้งท้ายไปถึงรถตู้สาธารณะด้วยว่า สัปดาห์หน้าจะไปนั่งรถตู้แน่นอน จากนั้นเตรียมโดยสารรถ บขส. วางแผนนั่งไปถึงต่างจังหวัด

รถตู้รถทัวร์ หรือแม้แต่รถแท็กซี่อย่าชะล่าใจ ไม่ช้าเกินรอ หัวหน้านายตรวจชัชชาติอาจปรากฏตัวอยู่ในรถคันใดคันหนึ่งแบบไม่ทันตั้งตัว

ส่วนจะเป็นวินไหน สายใด เตรียมพร้อมล้อหมุนกันให้ดีๆ!!!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท