
หนี้ภาคครัวเรือนนั้นสำคัญไฉน?
สัปดาห์ที่แล้วมีการกล่าวถึงเหตุใดครัวเรือนจึงเป็นหนี้ และปัจจัยที่เอื้อให้ภาคครัวเรือนมีการก่อหนี้เร่งสูงขึ้นในช่วงปี 2554-2555 ซึ่งในสัปดาห์นี้จะกล่าวถึงประเด็นคำถามต่อมาว่าระดับการก่อหนี้ที่เหมาะสมของภาคครัวเรือนควรพิจารณาจากปัจจัยอะไรบ้าง
สัปดาห์ที่แล้วมีการกล่าวถึงเหตุใดครัวเรือนจึงเป็นหนี้ และปัจจัยที่เอื้อให้ภาคครัวเรือนมีการก่อหนี้เร่งสูงขึ้นในช่วงปี 2554-2555 ซึ่งในสัปดาห์นี้จะกล่าวถึงประเด็นคำถามต่อมาว่าระดับการก่อหนี้ที่เหมาะสมของภาคครัวเรือนควรพิจารณาจากปัจจัยอะไรบ้าง
การขยายตัวของหนี้ภาคครัวเรือนนั้นมาจากหลายปัจจัย ทั้งความสามารถในการเข้าถึงบริการทางการเงินที่ดีขึ้น และการกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยและรถยนต์เพื่อลงทุนและสะสมความมั่งคั่ง ย่อมมีส่วนช่วยในการพัฒนาระบบการเงิน อย่างไรก็ดี หากภาคครัวเรือนมีการก่อหนี้เพิ่มขึ้นมากกว่าการขยายตัวของรายได้หรือเศรษฐกิจในภาพรวม ประกอบกับการที่ครัวเรือนมีสภาพคล่องไม่เพียงพอ ย่อมนำไปสู่ภาวะการก่อหนี้เกินตัวได้จากการศึกษาของ Bank for International Settlements : BIS ในปี 2554 ซึ่งได้ทำการศึกษากลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ในช่วงปี 2523–2553 จำนวนทั้งสิ้น 18 ประเทศ พบว่า ระดับหนี้ภาคครัวเรือนที่อาจก่อให้เกิดผลลบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจอยู่ที่ 85% ของ GDP ซึ่งเมื่อเทียบกับของไทยที่ 77.5% ของ GDP ประกอบกับการขยายตัวที่ค่อนข้างเร็วในระยะหลัง จึงเกิดข้อสงสัยว่าประเทศไทยจะเผชิญกับภาวะวิกฤตหรือไม่ หากสัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นถึงระดับ 85% ของ GDP
ในการวิเคราะห์เพื่อตอบคำถามดังกล่าวคงไม่สามารถพิจารณาได้จากดัชนีเพียงตัวเดียวที่ได้จากการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างประเทศหนึ่งและในช่วงเวลาหนึ่งๆ เท่านั้น ดังนั้น ระดับหนี้ภาคครัวเรือนที่ 85% ของ GDP นั้น เป็นเพียง Benchmark ที่ควรระวังมากกว่าที่จะใช้เป็นเกณฑ์ในขั้นที่บอกว่าถึงระดับวิกฤต ระดับการก่อหนี้ที่เหมาะสมของแต่ละประเทศอาจแตกต่างกันไป สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาประกอบกันในการประเมินเสถียรภาพของภาคครัวเรือน คือ ความสมดุลด้านรายได้รายจ่าย ระดับการออม ภาระในการชำระหนี้ และวินัยทางการเงินของภาคครัวเรือน
แม้ว่าครัวเรือนจะมีการก่อหนี้ในระดับสูง แต่หากภาคครัวเรือนมีวินัยทางการเงินที่ดีควบคู่กับความสามารถในการชำระหนี้ที่ยังคงแข็งแกร่ง หนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงก็อาจจะไม่ส่งผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจได้
ดังกรณีศึกษาของประเทศออสเตรเลียที่ประสบปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนเร่งตัวในระดับสูงเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี โดยหนี้ภาคครัวเรือนในช่วงปี 25532555 อยู่ที่ระดับถึง 90100% ของ GDP แม้ว่าหนี้ครัวเรือนจะอยู่ในเกณฑ์สูง แต่ธนาคารกลางออสเตรเลียพบว่าฐานะทางการเงินของภาคครัวเรือนยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งอยู่ เพราะความมั่งคั่งสุทธิของภาคครัวเรือนยังปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับครัวเรือนยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ดีอยู่ สะท้อนจาก NPL ของสถาบันการเงินยังคงอยู่ในระดับต่ำ
นอกจากนี้ ภายหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกตั้งแต่ปี 2550 ภาคครัวเรือนของออสเตรเลียมีความระมัดระวังในการกู้ยืมมากขึ้น แสดงถึงวินัยทางการเงินที่ดีของภาคครัวเรือน ทำให้อัตราการขยายตัวของสินเชื่อในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาชะลอตัวลงจากช่วงก่อนหน้าอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ การวิเคราะห์ฐานะทางการเงินของภาคครัวเรือนตามกลุ่มรายได้จะส่งผลให้การวิเคราะห์เสถียรภาพภาคครัวเรือนมีความชัดเจนมากขึ้น เช่น แคนาดาที่หนี้ภาคครัวเรือนมีอยู่ถึง 95% ของ GDP ในปี 2555 อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนในภาพรวมแล้ว พบว่าภาคครัวเรือนของแคนาดายังคงมีความสามารถบริหารเงินเพื่อชำระหนี้ได้อยู่ อีกทั้งกลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำมีความเปราะบางน้อยลง สะท้อนจากสัดส่วนครัวเรือนรายได้ต่ำที่มีสัดส่วนรายจ่ายในการชำระหนี้ต่อรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่เกินเกณฑ์ความเปราะบางขั้นต้นปรับลดลง
นอกจากนี้ สัดส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์ที่ไม่ได้มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น จึงทำให้ระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับที่สูงกว่า 85% ของ GDP ดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี งานศึกษาของ IMF ที่ศึกษากลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว พบว่า กลุ่มประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดคิดไว้ล่วงหน้ามากกว่ากลุ่มประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับต่ำ โดยการบริโภคและเศรษฐกิจจะหดตัวรุนแรงกว่า ขณะที่การว่างงานมีการเร่งขึ้นมากกว่า
ในการประเมินเสถียรภาพภาคครัวเรือนนั้น เครื่องชี้วัดที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ประกอบด้วย
1) ความสมดุลระหว่างรายได้ รายจ่าย และการออม ซึ่งจากข้อมูลโครงการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งออกสำรวจในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2556 พบว่าจำนวนครัวเรือนที่เคยประสบปัญหามีเงินไม่เพียงพอกับรายจ่ายมีสัดส่วนถึงประมาณ 40% ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมด ซึ่งครัวเรือนเหล่านี้คือกลุ่มครัวเรือนมีปัญหาเงินชักหน้าไม่ถึงหลัง นั่นคือมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายในแต่ละเดือน นอกจากนี้ การออมในภาพรวมของภาคครัวเรือนไทยได้ปรับลดลงจากในอดีต โดยจากข้อมูลบัญชีรายได้ประชาชาติของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่าสัดส่วนการออมต่อรายได้พึงใช้จ่ายของครัวเรือนในปี 2554 เป็นเพียง 9.2% ลดลงจากค่าเฉลี่ยในอดีต (ช่วงปี 2533-2553) ซึ่งอยู่ที่ 11.3%
2) ความเป็นหนี้และสภาพคล่องของครัวเรือน ประเมินจากสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้เฉลี่ยต่อปีของครัวเรือน จากผลการสำรวจปี 2552 และ 2554 ความเป็นหนี้ของครัวเรือนไทยทั้งประเทศทรงตัวอยู่ที่ระดับ 0.85 เท่าของรายได้ อย่างไรก็ดี ผลสำรวจล่าสุดไตรมาส 1 ปี 2556 สัดส่วนหนี้สินปรับเพิ่มขึ้นเป็น 0.94 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อปี ส่งผลให้สภาพคล่องของภาคครัวเรือน ซึ่งพิจารณาจากสัดส่วนสินทรัพย์ทางการเงินต่อหนี้สินปรับลดลงดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น
3) ภาระในการชำระหนี้ของครัวเรือน วัดโดยใช้สัดส่วนรายจ่ายในการชำระหนี้ต่อรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ซึ่งคำนวณจากรายจ่ายเงินต้น ดอกเบี้ยของครัวเรือนเฉลี่ยต่อเดือน รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยต่อเดือน DSR ถือเป็นเครื่องชี้วัดที่สำคัญที่สุดในการประเมินเสถียรภาพของครัวเรือน และมีการใช้แพร่หลายในต่างประเทศ โดยเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้บ่งบอกถึงความเปราะบางในเสถียรภาพของภาคครัวเรือนอยู่ที่ระดับ 0.4 เท่า หมายความว่าครัวเรือนที่มีภาระรายจ่ายในการชำระหนี้มากกว่า 40% ของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนนั้น มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
จากข้อมูลโครงการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ปี 2552-2554 และไตรมาสที่ 1 ปี 2556 พบว่า ครัวเรือนไทยมีภาระในการชำระหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากระดับ 0.29 เท่า ในปี 2552 เป็น 0.30 และ 0.34 เท่า ในปี 2554 และไตรมาสที่ 1 ปี 2556 ตามลำดับ
นั่นหมายความว่า โดยเฉลี่ยแล้วหากครัวเรือนมีรายได้ต่อเดือน 100 บาท ต้องนำเงิน 34 บาท ไปชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยหากพิจารณาคุณภาพสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ พบว่าคุณภาพสินเชื่ออุปโภคบริโภคในปัจจุบันยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากสัดส่วนสินเชื่อค้างชำระเกิน 1 เดือนต่อสินเชื่ออุปโภคบริโภคทั้งหมด ที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำที่ประมาณ 5%
อย่างไรก็ดี แม้ว่าสัดส่วนสินเชื่อค้างชำระเกิน 1 เดือนต่อสินเชื่ออุปโภคบริโภคดังกล่าวยังอยู่ในระดับต่ำ แต่หนี้ภาคครัวเรือนที่เร่งตัวขึ้นทำให้ฐานะทางการเงินของภาคครัวเรือนมีความเปราะบางมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสภาพคล่องที่ลดลงหรือภาระการชำระหนี้ที่เพิ่มขึ้น
ดังนั้น ภาคครัวเรือนควรคำนึงถึงฐานะทางการเงิน โดยเฉพาะภาระในการชำระหนี้ที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบก่อนที่จะก่อหนี้เพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งการเร่งตัวขึ้นของหนี้ภาคครัวเรือนในอนาคตอาจทำให้เกิดปัญหาการก่อหนี้เกินตัวได้ โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำที่มีภาระในการชำระหนี้สูงกว่ากลุ่มอื่น ซึ่งมีข้อจำกัดในการเข้าถึงธนาคารพาณิชย์และต้องพึ่งพาสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐและสถาบันการเงินอื่นๆ รวมทั้งแหล่งเงินกู้นอกระบบ
การที่หนี้ภาคครัวเรือนไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นไปตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ และบางส่วนเป็นผลจากความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้นของภาคครัวเรือนไทย
อย่างไรก็ดี ในช่วง 2 ปีที่ผ่าน มีปัจจัยต่างๆ ที่สนับสนุนให้สินเชื่อภาคครัวเรือนขยายตัวสูงขึ้นมาก อาทิ อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และการแข่งขันปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ซึ่งระดับของหนี้ภาคครัวเรือนที่ปรับสูงขึ้นส่งผลให้สภาพคล่องของภาคครัวเรือนปรับลดลง และภาระในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนปรับเพิ่มขึ้น ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ภาระหนี้สินที่ครัวเรือนมีอยู่มากอาจส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนและเศรษฐกิจชะลอตัวในที่สุด







