
วุฒิสภาในการเมืองการปกครองไทย
ประเทศไทยเริ่มใช้ระบบ 2 สภาเป็นครั้งแรกในปี 2489 ซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่า “พฤฒิสภา” โดยรัฐธรรมนูญ 2489 กำหนดให้ได้มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม (Indirect Election) เพื่อทดแทนการมี สส. 2 ประเภท ซึ่งมาจากการเลือกตั้งครึ่งหนึ่งและมาจากการแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง ทำหน้าที่ร่วมกันอยู่ในระบบสภาเดี่ยว (Unicameral System)
ประเทศไทยเริ่มใช้ระบบ 2 สภาเป็นครั้งแรกในปี 2489 ซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่า “พฤฒิสภา” โดยรัฐธรรมนูญ 2489 กำหนดให้ได้มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม (Indirect Election) เพื่อทดแทนการมี สส. 2 ประเภท ซึ่งมาจากการเลือกตั้งครึ่งหนึ่งและมาจากการแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง ทำหน้าที่ร่วมกันอยู่ในระบบสภาเดี่ยว (Unicameral System)
นักคิดนักการเมืองที่มีอิทธิพลต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ได้ให้คำอธิบายไว้ว่า เป็นการปรับเปลี่ยนของระบบการเมืองไทยจากระบอบกึ่งประชาธิปไตยไปเป็นระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์ กล่าวคือ ทั้งสองสภา (Bicameral System) มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนทั้งคู่ แต่กระนั้นก็ตามเป็นระบบการเลือกตั้งที่มีความแตกต่างกัน เนื่องด้วยมีอำนาจหน้าที่การงานที่แตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม ความผันผวนทางการเมืองของประเทศไทย ภายหลังปี 2490 เป็นต้นมาซึ่งมีที่มาจากสาเหตุต่างๆ นานาหลายประการ ทำให้ระบบรัฐสภาของประเทศไทยมีอาการแกว่งไกวอยู่ในสองลักษณะ กล่าวคือ ถ้าอยู่ในช่วงเวลาของการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งเรียกว่าเป็นระบบเผด็จการ ประเทศไทยก็จะใช้ระบบสภาเดียว โดยสมาชิกรัฐสภามาจากการแต่งตั้งทั้งหมด
ตรงกันข้ามกับในช่วงสมัยที่ไม่มีการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งเรียกกันว่าเป็นประชาธิปไตยบ้าง หรือกึ่งประชาธิปไตยบ้าง ประเทศไทยก็จะปรับใช้ระบบสองสภา โดยที่สภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และวุฒิสภาจะมาจากการแต่งตั้งของรัฐบาล
ตราบจนกระทั่งถึงปี 2540 ซึ่งการเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงระบอบรัฐธรรมนูญของประเทศครั้งใหญ่อย่างสำคัญ ส่งผลทำให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของรัฐสภา โดยที่สภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งในสองระบบย่อย เรียกว่าการเลือกตั้งระบบผสม (Mixed Election System) กล่าวคือ มี สส. อยู่ 2 ประเภท เรียกว่า สส.ระบบเขตอย่างหนึ่ง กับ สส.ระบบบัญชีรายชื่ออีกอย่างหนึ่ง
ส่วนวุฒิสภานั้น ก็ปรับเปลี่ยนไปให้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นการเลือกตั้งในระบบเดียว คือระบบเสียงข้างมากอย่างง่าย (Simple Majority) โดยให้เรียงลำดับคะแนนไปจนครบจำนวน สว.ที่จังหวัดนั้นพึงมี เช่น กทม. มีจำนวน สว. อยู่ 18 คน เป็นต้น
การรัฐประหารปี 2549 ซึ่งมีผลทำให้รัฐธรรมนูญ 2540 สิ้นสุดลง และส่งผลทำให้มีกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในปี 2550 และดังที่ทราบกันโดยทั่วไปนั้น ได้มีการอภิปรายและโต้เถียงกันพอสมควรถึงข้อดีและข้อด้อยของรัฐธรรมนูญ 2540 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่มาและอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา
วุฒิสภาในปัจจุบันจึงได้มีการปรับสภาพมาเป็นระบบผสม (Mixed Representative System) กล่าวคือ องค์ประกอบส่วนใหญ่ของ สว. ในปัจจุบันนั้นมาจากการเลือกตั้งของประชาชนจากเขตของจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคน (มีจำนวน 76 คนและ 77 คนในปัจจุบัน) ส่วนที่เหลือจากจำนวนเต็มคือ 150 คน (คือมีจำนวน 74 คน และ 73 คนในปัจจุบัน) ก็กำหนดให้มาจากระบบสรรหาจากตัวแทนของกลุ่มอาชีพและกลุ่มสังคมต่างๆ
หลักการและหลักคิดของการมี สว.สรรหานี้ คือ การเปิดโอกาสให้บรรดากลุ่มอาชีพและกลุ่มสังคมต่างๆ เช่น กลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ใช้แรงงาน กลุ่มคนตาบอด คนพิการ ฯลฯ มีตัวแทนอยู่ในวุฒิสภาของประเทศไทย ซึ่งน่าจะเป็นระบบผสมที่ดีกว่าระบบการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมดเพียงอย่างเดียว ดังเช่นที่เคยปฏิบัติมาแล้วในรัฐธรรมนูญ 2540
การเลือกตั้งทางตรงทั้งหมดนั้นมีจุดแข็งและจุดอ่อนในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการคัดเลือกผู้สมัคร การรณรงค์ทางการเมือง การเกาะเกี่ยวทางเครือญาติกับ สส. การพึ่งพาหรือแอบอิงกับพรรคการเมือง ฯลฯ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในกรณีของ สส.เอง ก็รับสภาพข้อเท็จจริงนี้ ฉะนั้นจึงมีการปรับเปลี่ยนให้ สส.มาจากการเลือกตั้งในระบบผสม
ผู้เขียนเองมีความเห็นว่า เมื่อแรกเริ่มเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบสองสภา วุฒิสภาของประเทศไทยก็มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทางตรงเหมือนกับ สส. แต่ประการใด ซึ่งในสมัยนั้นก็เรียกกันว่า เป็นระบบประชาธิปไตยสมบูรณ์
เพราะหากมีการเลือกตั้ง สว.เหมือนกับ สส.เสียแล้ว ก็อาจจะไม่มีเหตุผลที่จะคงระบบสองสภาเอาไว้ สู้ให้มีระบบสภาเดียวจะดีกว่า
อย่างไรก็ตาม การสรรหา สว. หรือ สว.ระบบสรรหานี้ แม้ว่าจะเป็นส่วนน้อยอยู่ในวุฒิสภาก็ตาม ก็คงมีจุดอ่อนอย่างสำคัญ คือ ขาดความเชื่อมโยงกับประชาชน คือ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งหากเราจะโละทิ้งไปเสียทั้งหมด ก็คงต้องคิดพิจารณาให้หนักว่า กลุ่มอาชีพต่างๆ นั้น จะมีตัวแทนของตนได้อย่างไร และจะทำอย่างไรไม่ให้ สว. เป็นแบบเดียว สส.
ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า การเลือกตั้ง สว.ทางอ้อมน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่ง หรือไม่ก็ปรับเปลี่ยนไปใช้ สว.แบบเลือกตั้งผสม กล่าวคือ มี สว.จังหวัดมาจากการเลือกตั้งอย่างหนึ่ง และมี สว.กลุ่มอาชีพ ซึ่งให้มีการคัดสรรแล้ว ซึ่งอาจจะเป็น 23 หรือ 45 เท่า แล้วจัดส่งจำนวนดังกล่าวไปให้ประชาชนเลือกตั้งอีกอย่างหนึ่ง
เป็นความคิดอ่านของผู้เขียนที่มีเป้าประสงค์ให้มีการปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดีและก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นกว่าเดิมและไม่ย่ำอยู่กับที่ หรือไม่ย้ำความผิดพลาดและข้อบกพร่องแบบเดิม ซึ่งพวกเราทุกคนเคยประสบมาแล้ว







