
จับตาไตรมาส 3 "ส่งออก-ยานยนต์" เสี่ยงตกงาน
ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า การถดถอยของภาวะเศรษฐกิจจนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับเป้าประมาณการเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลงเหลือ 3.84.2% จากเดิม 4.25.2% ทำให้ต้องรอดูสถานการณ์จ้างงานในไตรมาส 3 ซึ่งปกติแล้วเป็นช่วงที่มีการจ้างงานสูงสุดในรอบปีว่าจะมีมากน้อยเพียงใด เนื่องจากตลาดแรงงานจะต้องใช้เวลา 1 ไตรมาสกว่าจะเห็นผลกระทบชัดเจน
ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า การถดถอยของภาวะเศรษฐกิจจนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับเป้าประมาณการเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลงเหลือ 3.84.2% จากเดิม 4.25.2% ทำให้ต้องรอดูสถานการณ์จ้างงานในไตรมาส 3 ซึ่งปกติแล้วเป็นช่วงที่มีการจ้างงานสูงสุดในรอบปีว่าจะมีมากน้อยเพียงใด เนื่องจากตลาดแรงงานจะต้องใช้เวลา 1 ไตรมาสกว่าจะเห็นผลกระทบชัดเจน
อย่างไรก็ตาม คาดว่ากลุ่มแรงงานในธุรกิจส่งออกซึ่งมีสัดส่วนต่อจีดีพีสูงจะได้รับผลกระทบโดยตรง แต่หากดูภาพรวมแล้ว การปรับลดประมาณการลงเท่านี้ ไม่น่ามีผลกระทบจนเกิดวิกฤตการว่างงาน เนื่องจากปัจจุบันอัตราการว่างงานของไทยอยู่ในระดับ 0.70.8% ซึ่งถือว่าต่ำอยู่แล้ว และยังมีปัญหาการขาดแคลนแรงงานในระดับล่าง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมก่อสร้าง เนื่องจากมีแรงงานบางส่วนเข้าไปอยู่ในภาคเกษตร ซึ่งให้ค่าตอบแทนสูงกว่าการทำงานในภาคผลิต หรือสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ดังนั้นหากเกิดการเลิกจ้างแรงงานในธุรกิจส่งออก จะมีการหมุนเวียนไปอยู่ในอุตสาหกรรมอื่นแทน และบางส่วนจะถูกภาคการเกษตรดูดซับไว้
บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ ฝ่ายวิชาการ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์การจ้างแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิกตั้งแต่เดือน ม.ค.ถึงปัจจุบัน หลังจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีนโยบายปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีในภาคครัวเรือนและภาคยานยนต์ พบว่าสถานประกอบการในอุตสาหกรรมเซรามิกเลิกจ้างแรงงานและอีกหลายแห่งมีแนวโน้มจะปิดโรงงาน เนื่องมาจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นได้ สิ่งที่ตามมาคือการตกงานของแรงงานในอุตสาหกรรมนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะที่ จ.ลำปาง ซึ่งมีโรงงานเซรามิกจำนวนมาก
ทั้งนี้ เพราะในกระบวนการผลิตเซรามิก โดยเฉพาะในโรงงานขนาดกลางและขนาดเล็กต้องใช้ก๊าซแอลพีจีเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิต ทั้งการอบแห้ง การเผา และในกระบวนการผลิตอื่นๆ โดยต้นทุนค่าก๊าซแอลพีจีร่วมกับต้นทุนค่าแรงงาน อยู่ในสัดส่วนประมาณ 30% ของต้นทุนรวม
“การปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 11-15% ของต้นทุนโดยรวม” บุษยรัตน์ กล่าว
ชาลี ลอยสูง ประธาน คสรท. กล่าวว่า ที่ผ่านมาของการควบคุมราคาแอลพีจีไว้ในระดับต่ำ ช่วยส่งผลให้ค่าครองชีพของผู้ใช้แรงงานอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำไปด้วย การขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีที่จะเกิดขึ้น จึงเป็นการผลักภาระให้แรงงานในฐานะประชากรกลุ่มใหญ่ของสังคม ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทที่เพิ่มขึ้นจะไร้ความหมายทันที เพราะการขึ้นราคาก๊าซอีกกิโลกรัมละ 50 สตางค์ เท่ากับขึ้นมาถังละ 7.50 บาทต่อเดือน แปลว่าราคาก๊าซหุงต้มถังละ 15 กิโลกรัม มีแนวโน้มที่ราคาจะสูงถึงถังละ 400-500 บาทในอนาคตอย่างแน่นอน และยังไม่รวมค่าโดยสาร ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา หรือค่าครองชีพอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นติดตามมา จนทำให้ค่าแรง 300 บาทไร้มูลค่าตามค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น
ชาลี คาดว่า แนวโน้มการลาออกในช่วงครึ่งปีหลังจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะแรงงานในอุตสาหกรรมรถยนต์เริ่มได้รับผลกระทบจากโครงการรถคันแรกที่สิ้นสุดลง ทำให้ผู้ผลิตต้องลดกำลังการผลิต ลดเวลาโอที แม้บริษัทจะไม่ปลดคนงานประจำออก แต่ในส่วนของแรงงานรับเหมาช่วง จะโดนผลกระทบก่อนใคร เพราะขณะนี้โรงงานรถยนต์เริ่มส่งกลับคนงานซับคอนแทรกต์คืนต้นสังกัดกันแล้ว







