
แนะเอเชียอัพเกรดภาคการผลิตหนีกับดักรายได้ต่ำ
กับดักรายได้ โดยเฉพาะรายได้ต่ำและปานกลาง อาจเป็นสิ่งที่หลายชาติกำลังพัฒนาในเอเชียรู้จักกันเป็นอย่างดี
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
กับดักรายได้ โดยเฉพาะรายได้ต่ำและปานกลาง อาจเป็นสิ่งที่หลายชาติกำลังพัฒนาในเอเชียรู้จักกันเป็นอย่างดี ในฐานะที่ติดหล่มการเป็นฐานการผลิตราคาถูกค่าแรงต่ำมานาน แต่ไม่สามารถพัฒนาการผลิตขึ้นไปสู่ระดับสูง จนขยับชั้นขึ้นเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้ ซึ่งประเทศไทยเองก็อยู่ในข่ายนี้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าการย่ำอยู่กับที่ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศเอเชียขณะนี้ก็คือ “การข้ามขั้นตอนการผลิตไปสู่ภาคการบริการโดยตรง” หรือเท่ากับว่าการข้ามขั้นจากภาคการเกษตรซึ่งเป็นเศรษฐกิจขั้นปฐมภูมิไปสู่ภาคการบริการทั้งทางการเงินและในด้านต่างๆ โดยที่ไม่มีการผลิตสินค้าที่เป็นแหล่งรายได้ของประเทศโดยตรงมากเพียงพอ
ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) แสดงความกังวลว่าสถานการณ์ดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นในอินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา และฟิลิปปินส์ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง
เพราะตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานั้น ไม่เคยมีชาติใดในโลกที่สามารถขยับชั้นขึ้นเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้ โดยไม่มีการผลิตในประเทศมาก่อน ซึ่งการข้ามขั้นตอนนี้จะเป็นกับดักรายได้ปานกลางที่ทำให้ประเทศไม่สามารถพัฒนาได้อย่างแท้จริง และปัญหาดังกล่าวก็ยิ่งสะท้อนชัดเจนมากขึ้นจากวิกฤตการณ์ทุนไหลออกที่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วเอเชียและกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในวันนี้
เพราะในขณะที่หลายชาติต่างก็เผชิญการโยกเงินออกจากตลาดหุ้นนั้น บางประเทศกลับต้องประสบวิกฤตค่าเงินอ่อนค่าร่วมด้วย โดยเฉพาะ “อินเดีย” ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคู่แข่งสำคัญของจีนนั้น กลับต้องเผชิญปัญหาค่าเงินรูปีอ่อนค่าชนิดที่ “ทุบสถิติใหม่รายวัน” และดิ่งฮวบลงไปแล้วถึง 1 ใน 5 ของปีนี้ สะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจพื้นฐานในประเทศ
ความน่าเป็นห่วงของอินเดีย อยู่ที่การไม่มีศักยภาพสร้างรายได้เข้าประเทศได้มากพอในยามที่ประเทศเผชิญการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมหาศาล โดยเศรษฐกิจของอินเดียนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการผลิตที่แท้จริงในภาคอุตสาหกรรม ทว่าเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคบริการเป็นหลัก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 59% ต่อจีดีพีในปี 2555
เมื่อไม่มีอุตสาหกรรมช่วยดูดซับผลกระทบ การพึ่งพิงภาคบริการเป็นหลักจึงย่อมได้รับผลกระทบอย่างหนักในยามที่ต่างชาติโยกเงินออกจากประเทศ และประเทศยังต้องมีภาระทางการคลังเพิ่มจากการนำเข้าที่แพงขึ้น โดยเฉพาะการนำเข้าน้ำมัน สวนทางกับหลายประเทศที่เน้นอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งสามารถใช้ค่าเงินที่อ่อนลงสร้างความได้เปรียบด้านการส่งออก และยังคาดหวังการบริโภคที่เพิ่มขึ้นจากสหรัฐ หากเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้นจริงในเร็วๆ นี้ด้วย
ทางด้านฟิลิปปินส์ ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องการเป็นคอลเซ็นเตอร์อีกแห่งของโลกนั้น ก็เผชิญกับค่าเงินเปโซอ่อนค่าลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน ในการเปิดตลาดวันแรกของรอบสัปดาห์หลังเกิดน้ำท่วมใหญ่ เช่นเดียวกับตลาดหุ้นมะนิลาที่ดิ่งเหวถึง 5.96% หรือ 389.22 จุด เมื่อวานนี้
ฟิลิปปินส์นั้นเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ระบบเศรษฐกิจพึ่งพาภาคบริการเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนถึง 57% ของจีดีพี เมื่อเทียบกับภาคการผลิตที่ราว 20% ของจีดีพีเท่านั้น การโยกเงินกลับของนักลงทุนต่างประเทศจึงสร้างความเสียหายอย่างหนัก ขณะที่ทิศทางการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ยังไม่มีความยั่งยืนมากพอ เนื่องจากยังเป็นการใช้จ่ายงบของรัฐเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะช่วยหนุนเศรษฐกิจได้ในช่วงสั้นเท่านั้น
ผลการศึกษาใน 100 ประเทศทั่วโลกโดยเอดีบีพบว่า ในบรรดาประเทศที่มีสถานะรายได้สูง หรือมีรายได้ต่อหัวต่อปีเกิน 1.5 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 4.8 แสนบาท) นั้น จะมีสัดส่วนรายได้ 18% มาจากภาคการผลิต ซึ่งทำให้ประเทศมีผลิตผลและการจ้างงานอย่างยั่งยืน
ในทางตรงกันข้าม ประเทศที่ข้ามขั้นจากการผลิตไปสู่ภาคบริการจะสามารถสร้างได้แต่งานในภาคบริการที่มีคุณภาพต่ำ เพราะจะไม่สามารถดึงดูดงานภาคบริการระดับสูง เช่น งานด้านกฎหมายหรือไอทีได้ ขณะที่ภาคการเกษตรที่เป็นพื้นฐานเดิมนั้น แม้จะเป็นตัวหลักในการสร้างงาน ทว่ากลับสร้างรายได้ต่อจีดีพีในระดับต่ำ ซึ่งการสำรวจใน 45 ประเทศพบว่า ภาคการเกษตรสร้างรายได้เพียง 10.9% ของจีดีพีเท่านั้น
การมุ่งหวังจะขยับชั้นไปสู่ประเทศร่ำรวยโดยไม่ผลิตนั้น จึงไม่ใช่หนทางที่เหมาะนัก และการผลิตที่ย่ำอยู่กับที่โดยไม่พัฒนาก็ไม่ใช่รูปแบบทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนเช่นกัน ในยามที่ทั่วโลกเชื่อมถึงกันหมด และสั่นสะเทือนไปพร้อมกันได้ง่ายๆ เหมือนเช่นทุกวันนี้







