
สัมภาษณ์พิเศษสุเทพ"จะจบโดยเสียหายน้อยที่สุด"
"สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์ เมื่อเย็นวันที่ 22 เม.ย. เขาบอกว่า การแก้วิกฤตทางการเมืองครั้งนี้คืองานที่หินที่สุดในชีวิตทางการเมือง"
"สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์ เมื่อเย็นวันที่ 22 เม.ย. เขาบอกว่า การแก้วิกฤตทางการเมืองครั้งนี้คืองานที่หินที่สุดในชีวิตทางการเมือง"
โดย ทีมข่าวการเมือง
สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์ เมื่อเย็นวันที่ 22 เม.ย. เขาบอกว่า การแก้วิกฤตทางการเมืองครั้งนี้คืองานที่หินที่สุดในชีวิตทางการเมือง และวันคืนที่ยากที่สุดคือ คืนวันที่ 10 เม.ย. ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 11 เม.ย.
เหตุเพราะหลังเหตุการณ์ขอคืนพื้นที่สะพานผ่านฟ้าเมื่อวันที่ 10 เม.ย. นำมาซึ่งการบาดเจ็บสูญเสีย ภาพของทหารหาญ และประชาชนถูกกระทำอย่างเหี้ยมโหดจากกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ไม่เพียงแต่จะสั่นสะเทือนความรู้สึกของเขาและนายกฯ แต่ยังต้องรับสภาพด้วยว่าประชาชนจะรู้สึกอย่างไร พรรคร่วมรัฐบาลจะว่าอย่างไร บรรดาทหารทั้งหลายจะรู้สึกอย่างไร
เช้าวันที่ 11 เม.ย. ประชาชนไปเยี่ยมทหารที่โรงพยาบาล พรรคร่วมรัฐบาลและใครต่อใครยังหนุนให้นายกฯ นำความสงบสุขคืนมาโดยเร็ว และบรรดานายทหารต่างมีความเข้าใจตรงกันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไปไกลกว่าการยุบสภา ทำให้ทุกฝ่ายพร้อมตั้งลำพร้อมที่จะแก้ไขสถานการณ์ต่อไปอีกหน
สุเทพ บอกว่า ทิศทางแก้ไขของรัฐบาลจะดำเนินเป้าหมายแน่นอนว่าจะบังคับใช้กฎหมายทำให้บ้านเมืองกลับสู่ความสงบให้ได้ แต่ว่าการปฏิบัติจำเป็นต้องปฏิบัติด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด เพราะไม่ต้องการให้เกิดความเสียหาย ไม่เกิดความสูญเสียชีวิตประชาชน
“บางทีเราทำ ประชาชนรู้สึกไม่ทันใจ อ่อนแอ หน่อมแน้ม แต่ว่าทั้งหมดเราตึงเครียดกับการสูญเสีย เหมือนอย่างเหตุการณ์ที่สถานีไทยคม ลาดหลุมแก้ว มีคนโกรธทั่วประเทศ โทรศัพท์มาต่อว่ามากมายจากภาพที่เห็นทหารต้องถอยร่นไม่เป็นขบวน ความจริงกำลังพล 500 กว่านาย อีกฝ่ายมีมวลชน 2 หมื่นกว่า ซึ่งทำกันไม่ทัน และเราไม่ต้องการให้ใช้อาวุธ หลักที่เรายึดตลอดเวลา เราใช้วิธีการแก้ไขปัญหาปราบจลาจลตามหลักสากล คือใช้โล่ กระบอง รถฉีดน้ำ ปืนลูกซองยิงกระสุนยาง แก๊สน้ำตา ทำตามขั้นตอน จะเห็นว่าที่ลาดหลุมแก้วประกาศตามขั้นตอน แต่ขั้นตอนไม่สามารถยึดทำได้ทุกขั้น เพราะเวลากระชั้น จึงเสียจังหวะ”
เขายืนยันว่าการขอคืนพื้นที่ราชดำเนินไม่ใช่การสลายการชุมนุม แต่ต้องการลดพื้นที่การชุมนุมให้เหลือเฉพาะแค่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและไม่ให้ถึงแยก จปร. เหตุผลเพื่อให้ใช้เส้นทางสัญจรไปมาได้ แต่จุดพลิกผันอยู่ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ถูกกดดันขณะถอยออกจากพื้นที่
“เราลงมือทำตอนกลางวัน ขอย้ำเราทำงานกันกลางวัน ไม่ได้เป็นอย่างที่คุณจาตุรนต์ ฉายแสง หรือใครต่อใครด่าว่าเราทำงานกลางคืน และวิธีการทำงานเป็นสากล พอไปถึงสะพานมัฆวานฯ เราก็หยุด ความจริงผมอยากจะให้ได้พื้นที่จนถึงสี่แยก จปร. เพราะจะทำให้คนขับรถลงจากสะพานพระราม 8 จะได้สะดวก ที่พูดอย่างนี้ เพราะว่าผู้ชุมนุมไม่ได้มีคนมากล้นมาถึงลานพระบรมรูปทรงม้า ผู้ชุมนุมใช้พื้นที่แค่ผ่านฟ้าฯ จนถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก็เพียงพอแล้ว เหลือพื้นที่จราจรให้คนฝั่งธนไปมาหาสู่ได้ แต่พอไปถึงสะพานมัฆวานฯ เห็นว่า จากสะพานมัฆวานฯ ไปราชดำเนินกลางกว้างมาก การรักษาแนวยากมาก
“เพราะฉะนั้นเราตั้งใจจะหยุดรักษาพื้นที่อยู่ตรงสะพานมัฆวานฯ ส่วนอีกด้านหนึ่งที่ไปกดดันคือต้องการให้ผู้ชุมนุมพ้นมาจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อให้คนลงจากสะพานปิ่นเกล้าคล่องตัวขึ้น เราถึงมีกำลังส่วนหนึ่งเข้าทางสี่แยกคอกวัว เข้าทางโรงเรียนสตรีวิทยา ซึ่งตรงนี้ที่เป็นปัญหา เพราะทางนั้นรถติดเข้าพื้นที่ได้ช้า ในที่สุดก็ไปจนถึงพื้นที่ แต่ว่าเมื่อถึงพื้นที่ แกนนำผู้ชุมนุมระดมคนมาต้าน เราเห็นว่าคงไม่สามารถกดดันได้ก็สั่งให้ถอยกำลัง
“ช่วงจังหวะที่ถอยกำลังเป็นจังหวะที่โดนเขายิงด้วยอาวุธสงคราม แล้วมันมืดค่ำ โดนยิงทั้งเอ็ม 79 เอ็ม 16 ระเบิดแบบขว้าง ปืนอาก้า สูญเสียมาก ที่บาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นสะเก็ดระเบิดเอ็ม 79 ตอนนั้นทำให้ทหารต้องทิ้งรถ หวังอย่างเดียวลำเลียงคนเจ็บไปโรงพยาบาลให้ได้ ตอนที่ลำเลียงคนเจ็บก็ยังถูกโจมตี ปืนเอ็ม 79 ยิงประมาณ 15-16 ลูก ยิงไล่ตลอด และรถที่ขนคนไปโรงพยาบาลก็ถูกทุบ ทหารที่อยู่ในรถกระโดด หนีมาโดนทุบข้างล่างอีก ซึ่งต้องยิงคุ้มครองการถอนตัว ในที่สุดต้องถอนกำลังออกมา”
“สิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องดีมากคือว่า ทหารไม่มีจิตใจทำร้ายประชาชน ทั้งที่เพื่อนฝูง บาดเจ็บ ล้มตายต่อหน้าต่อตา คนที่มีปืนเอ็ม 16 ไม่ได้ยิงใส่ประชาชน คนมีอาวุธไม่ได้ยิงประชาชน ปืนพกยิงขึ้นฟ้า ที่จำเป็นต้องยิงต่อสู้ เพราะเห็นคนที่เป็นผู้ก่อการร้าย จึงยิงสู้และถอย
เมื่อสภาพการณ์เป็นอย่างนั้น จึงต้องมาทบทวน เอากำลังพลที่ถอนตัววันนั้นกลับเข้ามาอยู่ในหน่วยดูแลให้กำลังใจ เพราะว่าคนที่บาดเจ็บ ล้มตาย คนหนุ่มๆ ทั้งนั้น พลทหาร นายสิบ สูงสุดก็ ผบ.พล บางหน่วย บางกองพลบาดเจ็บ เสียชีวิต คนสำคัญหมดเลย ก็ต้องนำมาฟื้นฟู
สำหรับสถานการณ์วันนี้ เขาบอกว่า รัฐบาลยังมุ่งมั่นที่จะติดตามแกนนำผู้ชุมนุม ออกพื้นที่เมื่อไหร่สามารถเข้าจับกุมทันที ที่ผ่านมาสำเร็จบ้างผิดพลาดบ้างเป็นเรื่องปกติของการทำงาน
“เช่นโรงแรมเอสซีปาร์ค ไม่สำเร็จเพราะว่าผู้จัดการโรงแรมไม่อำนวยความสะดวกให้เรา ที่จริงเขาผิด ต้องดำเนินคดี ให้คนเข้าพักไม่ลงบัญชีห้องพัก เราไปถามผู้ต้องหาตามหมายศาลพักห้องไหน ไม่ให้ความร่วมมือ ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานยาก กลุ่มคนเหล่านั้นโทรศัพท์บอกเสื้อแดงระดมคนเข้ามาขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่”
สำหรับกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ใส่ชุดโม่ง ขณะนี้เริ่มได้พยาน หลักฐาน บางส่วนแล้ว คิดว่าอยู่ในวิสัยที่สามารถจะทำได้ ให้การดำเนินคดีต่อคนเหล่านี้
“เพื่อให้การจัดการกลุ่มก่อการร้ายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงปรับปรุงการทำงาน 2 ประการ โอนคดีตำรวจคดีอาญาธรรมดาเป็นคดีพิเศษ บูรณาการหน่วยงาน 10 หน่วยงานเข้ามาร่วมทำงาน เป็นครั้งแรกที่ทำคดีพิเศษแบบเต็มรูปแบบ มีข่าวกรอง สภาความมั่นคงฯ สันติบาล อัยการ กองบัญชาการสอบสวนกลาง กองทัพ กลาโหม เข้ามาบูรณาการเต็มที่ และดำเนินคดีกับกลุ่มก่อการร้ายเต็มระบบ ส่วนการป้องกันปราบปรามก็เปลี่ยนคนกำกับ ในส่วนหัวหน้าผู้ปฏิบัติการจากผมเป็น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.”
สุเทพ บอกว่า รัฐบาลต้องแก้ปัญหาด้วยความอดทนต่อไป ค่อยพูดคุยอธิบายให้คนอยู่ข้างนอกได้เข้าใจและไม่ให้เข้ามาเพิ่ม ให้คนอยู่นี้ค่อยๆ เจรจา จนถึงขีดที่สามารถเข้ายึดพื้นที่คืนได้ แต่ว่าวิธีการ รายละเอียดมีมาก ต้องทำไปตามจังหวะเวลา เมื่อไหร่จะจบนั้น ใจร้อนไม่ได้
“เรื่องที่เกิดขึ้นจะให้จบวันนี้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ คงยาก แต่เอาว่าทำอย่างไรให้จบโดยมีความเสียหายน้อยที่สุด ต้องขอบคุณประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจรัฐบาลและเอาใจช่วยรัฐบาล เป็นเรื่องดี แรงบีบคั้นไม่เป็นความกดดันที่ต้องทำให้รัฐบาลผลีผลามทำอะไร รู้ว่าประชาชนอยากให้จบเร็วแต่ก็เข้าใจว่ารัฐบาลระวังไม่ให้เกิดความสูญเสีย
“พรรคร่วมรัฐบาลก็แน่นแฟ้นกันมาก ไม่ต้องการให้ยุบสภา ไม่ต้องการให้นายกฯ ถูกบีบบังคับให้ลาออก พรรคร่วมเป็นเสียงเดียวกันว่า เราต้องร่วมมือกันแก้ไขสถานการณ์ฝ่าฟันวิกฤตนี้ไปให้ได้ ทำให้การทำงานไม่หนักจนกระทั่งเสียสมองคิดไปไม่ได้ ส่วนกำลังเจ้าหน้าที่ก็พยายามที่จะใช้และปรับตามสถานการณ์ครับ”
คำประกาศของแกนนำ นปช. ที่ว่าใครดำน้ำได้นานกว่ากันคนนั้นชนะ เห็นทีจะเป็นจริง







