posttoday
เอเชียติดกับดอกเบี้ยถูกหนี้พอกหางหมูขวางแผนหนีตาย

เอเชียติดกับดอกเบี้ยถูกหนี้พอกหางหมูขวางแผนหนีตาย

21 สิงหาคม 2556

เริ่มต้นรอบสัปดาห์ด้วยข่าวที่ไม่สู้ดีนักหลายระลอก ไล่เรียงตั้งแต่ค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียซึ่งร่วงอ่อนค่าต่ำสุดในรอบ 4 ปี

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

เริ่มต้นรอบสัปดาห์ด้วยข่าวที่ไม่สู้ดีนักหลายระลอก ไล่เรียงตั้งแต่ค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียซึ่งร่วงอ่อนค่าต่ำสุดในรอบ 4 ปี ตามด้วยสกุลเงินรูปีของอินเดียที่ทุบสถิติต่ำสุดในรอบ 2 ปี และตบท้ายที่ค่าเงินบาทไทยที่อ่อนค่าที่สุดในรอบ 1 ปี พ่วงด้วยสัญญาณเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหลังการเติบโตหดตัวต่อเนื่องติดต่อกัน 2 ไตรมาส

บรรดาผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์หลายสำนักต่างออกโรงแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นข้างต้น คือ ภาพสะท้อนที่อธิบายสถานการณ์ความเปราะบางและขาดสมดุลของเศรษฐกิจหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในฐานะประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ดาวรุ่งพุ่งแรงได้เป็นอย่างดี

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ การเติบโตของหลายประเทศในแถบนี้ช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้รับอิทธิพลอย่างมหาศาลจากนโยบายผ่อนคลายทางการเงินและดอกเบี้ยต่ำของชาติตะวันตกอย่างสหรัฐ ที่ทำให้เกิดปริมาณทุนต่างชาติไหลเข้าในภูมิภาคมากมาย มากกว่าจะเติบโตจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของตนเอง

ดังนั้น เมื่อมีแนวโน้มว่านโยบายข้างต้นจะสิ้นสุดและอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐจะปรับตัวสู่ระดับปกติอีกครั้ง แรงเทขายถอนทุนโยกไปยังฝั่งตะวันตกจึงเกิดขึ้นและเป็นประเทศนั้นๆ เองที่จะล้มทั้งยืนชนิดไม่ทันตั้งตัว

ทั้งนี้ วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานโดยอ้างความเห็นจากนักวิเคราะห์หลายสำนักที่ระบุตรงกันว่า สถานการณ์ข้างต้นจะไม่เกิดขึ้นแน่นอนว่า หากว่าเศรษฐกิจพื้นฐานภายในประเทศนั้นๆ แข็งแกร่งเพียงพอ ทว่าหลายประเทศ เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย และไทย กำลังได้รับผลจากความประมาทและความอ่อนแอของตนเอง

เพราะนอกจากจะประสบกับทุนต่างชาติไหลออกแล้ว การที่มัวแต่พึ่งภาคการส่งออกมากเกินไป จนเมื่อมีการชะลอตัวเพราะประเทศคู่ค้าหลัก เช่น จีนที่เริ่มลดปริมาณนำเข้า ตามด้วยความต้องการบริโภคสินค้าภายในประเทศที่ลดลง จึงกลายเป็นอุปสรรคกีดขวางสำคัญที่ทำให้รัฐบาลและธนาคารกลางของประเทศนั้นๆ ไม่สามารถขยับเขยื้อนเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อชดเชยทุนต่างชาติที่หายไปได้อย่างเต็มที่

และที่เลวร้ายไปกว่านั้น สถานการณ์ดังกล่าวยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ซ้ำเติมให้เศรษฐกิจเผชิญหน้ากับความยากลำบากมากขึ้นไปอีก โดยนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งระบุชัดว่าหลายประเทศในเอเชียกำลังติดบ่วงนโยบายกระตุ้นของตนเองจนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้อีกต่อไป

เหตุผลสืบเนื่องมาจากในระหว่างที่มุ่งหน้าส่งเสริมการลงทุนผ่านการระดมทุนจากตลาดได้โดยง่าย วิธีการเดียวกันนั้นได้ก่อร่างสร้างหนี้ให้เพิ่มพูนมากขึ้นอย่างไม่รู้ตัว โดย ซู เซียนลิม นักเศรษฐศาสตร์จากเอชเอสบีซี ระบุว่า การก่อหนี้ข้างต้นจะไม่เป็นปัญหาแน่นอนหากว่าเศรษฐกิจโดยรวมยังสามารถขยับเติบโตต่อไปข้างหน้าได้ แต่สถานการณ์ของหลายประเทศในปัจจุบันกำลังแสดงให้เห็นว่า การเติบโตของแต่ละประเทศกำลังชะลอตัว

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของ อินโดนีเซีย เริ่มปรับตัวลดลง เหตุเพราะคู่ค้ารายใหญ่คนสำคัญอย่างจีนนำเข้าสินค้าของอินโดนีเซีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์จำพวกแร่เหล็กและถ่านหินลดลง ส่งผลให้ภาคการส่งออกของอินโดนีเซียเติบโตต่ำกว่า 6% ในปีนี้ ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี

ขณะเดียวกันตัวเลขขาดดุลการค้าที่ขยายวงกว้างขึ้นจาก 5,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ในไตรมาสแรกของปีนี้มาอยู่ที่ 9,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ในไตรมาส 2 ได้ช่วยตอกย้ำความเลวร้ายจนเกินแรงเทขายในตลาดหุ้นมหาศาล ทำให้ดัชนีจาการ์ตา คอมโพสิต ของตลาดหลักทรัพย์ร่วงลงแล้ว 5.6% และค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี ที่ 10,520 รูเปียห์ต่อเหรียญสหรัฐ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับไทย ที่เพิ่งจะเปิดเผยข้อมูลการเติบโตพบว่าจีดีพีในไตรมาส 2 ปีนี้หดตัวเพิ่มอีก 0.3% ต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่มีการหดตัวลง 1.7% และ อินเดีย ที่เศรษฐกิจดำดิ่งจนฉุดค่าเงินรูปีของประเทศให้อ่อนค่าลงอยู่ที่ 62.35 รูปีต่อเหรียญสหรัฐ ดิ่งแซงระดับต่ำสุดที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 62.03 รูปีต่อเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ เมื่อหันกลับมามองปริมาณหนี้ที่แต่ละประเทศถืออยู่ นักลงทุนพบว่ารัฐบาลในประเทศอินเดียและอินโดนีเซียมีหนี้ในระดับสูงจนน่าหวั่นใจ ขณะที่สำหรับไทยแม้หนี้ภาครัฐจะยังเบาใจได้ แต่หนี้ครัวเรือนและบริษัทเอกชนกลับพุ่งสูงขึ้นถึง 80% ต่อจีดีพี จาก 55% ในปี 5552

ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่าเงื่อนไขของหนี้ที่มีมากจากการสั่งสมในช่วงดอกเบี้ยถูกและนโยบายกระตุ้นการบริโภคมากเกินพอดีของภาครัฐ ทำให้ธนาคารกลางมีท่าทีลังเลที่จะปรับหรือลดอัตราดอกเบี้ยจากระดับในปัจจุบัน

เหตุผลเพราะหากปรับขึ้นเพื่อคุมเงินไหลออกย่อมเป็นผลเสียต่อการขยายตัวเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่หากปรับลดลงก็อาจต้องเสี่ยงกับภาวะเงินเฟ้อที่จะบั่นทอนความเชื่อมั่นในการบริโภคใช้จ่ายของประชาชนซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักทางเศรษฐกิจ จนกลายเป็นภาระให้ภาครัฐต้องมีมาตรการอุดหนุนชดเชยต่างๆ และทำให้หนี้รัฐบาลปรับตัวสูงขึ้นได้ง่าย

ยิ่งไปกว่านั้น ท่าทีที่แก้ไม่ตกที่เกิดขึ้นยังส่งผลต่อเนื่องไปถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติจนเลือกเทขายแห่ทิ้งสินทรัพย์ เช่น หุ้น หรือค่าเงินของประเทศเหล่านี้มากขึ้น จนซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายลงมากกว่าเดิม

ค่าเงินที่ลดลงนี้อาจส่งผลดีต่อภาคการส่งออก แต่จะกระทบต่อการนำเข้าอย่างที่สุด โดยเฉพาะประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานมหาศาลอย่างอินเดีย ซึ่งหากพลังงานแพงขึ้น นักวิเคราะห์จากแบงก์ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ คาดการณ์ว่าการขาดดุลการคลังของอินเดียจะเพิ่มสูงขึ้นเพราะรัฐบาลต้องใช้เงินอุดหนุนราคาพลังงาน เพื่อหลีกเลี่ยงการจุดชนวนความไม่พอใจในหมู่ประชาชน

ทั้งนี้ทั้งนั้น นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งคาดหวังว่าเงาทะมึนของปัญหาที่ปกคลุมหลายประเทศในเอเชียขณะนี้จะไม่ก่อให้เกิดวิกฤตหายนะร้ายแรงเหมือนในอดีตช่วงปี 2540-2541 เหตุผลสืบเนื่องมาจากเหล่ารัฐบาลและบรรดาบริษัทในภูมิภาคแห่งนี้ มีภาระหนี้น้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับวิกฤตการเงินครั้งก่อน และมีปริมาณทุนสำรองต่างชาติเพียงพอที่จะเผชิญรับปัญหานี้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ค่อนข้างมั่นใจว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในภูมิภาคแห่งนี้ที่ถอยก็ไม่ได้ เดินหน้าต่อก็กลายเป็นฝืนดันทุรังเกินไปนี้ จะไม่คลี่คลายแรงกดดันดังกล่าวที่มีต่อเศรษฐกิจประเทศภายในเร็ววันนี้แน่นอน

ถือเป็นภาระความรับผิดชอบสำคัญของรัฐบาลที่จะต้องหาทางขวนขวายผลักดันให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ แม้ว่าในท้ายที่สุดจะให้ผลลัพธ์เพียงเล็กน้อยก็ตาม เพราะอย่างน้อยก็ยังดีกว่านิ่งเฉยโดยไม่ลงมือทำอันใดเลย

ข่าวล่าสุด

ฝรั่งเศสเดือด! ม็อบค่าครองชีพลามเป็นจลาจล ปะทะตำรวจทั่วประเทศ

ฝรั่งเศสเดือด! ม็อบค่าครองชีพลามเป็นจลาจล ปะทะตำรวจทั่วประเทศ