
ปชป.สมานฉันท์พธม.ผนึกกำลังต้านนอกสภา
สัญญาณปรองดองระหว่างอดีตมิตรร่วมรบอย่าง “ประชาธิปัตย์” และ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” เริ่มก่อตัวอีกครั้ง
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
สัญญาณปรองดองระหว่างอดีตมิตรร่วมรบอย่าง “ประชาธิปัตย์” และ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” เริ่มก่อตัวอีกครั้ง หลังจากทั้งสองฝ่ายหมางเมินระหองระแหงกันมานาน ในจังหวะเวลาที่เสียงปี่กลองการเมืองข้างถนนเริ่มต้นโหมโรง
ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายเมื่อ “ประชาธิปัตย์” ประกาศศึกคู่ขนานเดินเกมบี้รัฐบาลทั้งในและนอกสภา
ที่สำคัญเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการต่อสู้ในสภาสำหรับฝ่ายค้านที่มีราว 170 เสียง ย่อมไม่อาจไปทัดทานความเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภา ซึ่งแม้จะมีเสียงจาก สว.บางส่วนมาร่วมก็ยังยากจะไปถ่วงดุลกับเสียงข้างมาก
การต่อสู้ข้างถนนจึงกลายเป็นทางเลือกที่ไม่อาจปฏิเสธ ถึงขั้นต้องยอมเอาชื่อเสียงที่พรรคสั่งสมมากว่า 67 ปี มาเดิมพันกับภารกิจครั้งนี้ ซึ่งไม่รู้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะคุ้มค่าหรือไม่
แต่ลำพัง “ประชาธิปัตย์” คงยากจะประคับประคองมวลชนเคลื่อนไหวไปจนสู่จุดหมายปลายทาง
เมื่อบทบาทถนัดของประชาธิปัตย์อยู่ที่เวทีสภา จนถูกมองว่าพรรคการเมืองเขี้ยวลากดินเต็มไปด้วย สส.ลีลาฝีปากจัดจ้าน ชำนาญข้อกฎหมาย แม่นข้อบังคับ
ทว่ากับการเมืองข้างถนนยังถือว่าเป็นหน้าใหม่ ศึกหลายยกที่ผ่านมาบทบาทของประชาธิปัตย์เป็นเพียงแค่คนที่ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง แม้จะปรากฏตัวข้างเวทีบ้าง ขึ้นเวทีบ้าง แต่ก็ไม่ได้เปิดหน้านำมวลชนด้วยตัวเองเหมือนเช่นครั้งนี้
เป่านกหวีดยกแรก ด้วยการวอร์มมวลชนออกมาร่วมเดินขบวนส่ง สส.ไปทำหน้าที่คัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมในสภาผู้แทนราษฎร แม้จะมีแนวร่วมหลายพันคน แต่ก็อาจไม่เพียงพอกับภารกิจใหญ่ต่อจากนี้
เสียงสะท้อนจาก “ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์” ฝั่งพันธมิตรฯ ให้เครดิตประชาธิปัตย์ว่ามีศักยภาพในการนำมวลชน เพราะมีฐานเสียง 12 ล้านคะแนน มีทีวีสนับสนุนตัวเอง มีนักปราศรัยฝีปากกล้า มีทุนหนุนหลัง ขาดเพียง “ใจ” กับ “ประสบการณ์”
ดังนั้น ประชาธิปัตย์จึงจำเป็นต้องผนึกกำลังร่วมกับทุกกลุ่มที่มีเป้าหมายเดียวกันคือต่อต้านระบอบทักษิณ เพื่อมาเป็นแรงหนุน และเติมเต็มสิ่งที่ขาด
นั่นทำให้ประชาธิปัตย์พยายามสมานแผลเก่ากับกลุ่มพันธมิตรฯ ชักชวนเรียกร้องให้ร่วมกันต่อสู้ในศึกยกนี้ หลังจากที่พันธมิตรฯ ยังสงวนท่าทีประกาศขอเก็บเนื้อเก็บตัวรักษาแผลเก่าที่ยังมีคดีค้างจากชุมนุมรอบที่แล้ว
การส่ง “เสรีชน” อย่าง นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สส.พัทลุง ไปกรุยทางรอบแรก ก่อนจะส่งทัพเสริมอย่าง เฉลิมชัย ศรีอ่อน กัลยา โสภณพนิช กษิต ภิรมย์ ที่แนบแน่นกับพันธมิตรฯ เข้าไปร่วมโต๊ะเจรจารอบสอง จึงน่าจะทำให้สัมพันธ์ระหว่างฝั่งดีขึ้น
แต่ทุกอย่างใช่ว่าจะราบรื่น เมื่อ “สนธิ ลิ้มทองกุล” เสนอเงื่อนไขให้ สส.ประชาธิปัตย์ลาออกมาต่อสู้แบบเต็มตัว ไม่ใช่เพื่อการเปลี่ยนขั้ว แต่เพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ถึงพร้อมจะเข้าร่วมเดิมพันที่มีความคุ้มค่าครั้งนี้
การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ อีกครั้งหนึ่งจึงเปรียบเหมือน “ลูกธนูดอกสุดท้าย” ยิงออกไปแล้วต้องไม่ใช่แค่ได้รับชัยชนะเท่านั้น แต่ชัยชนะนั้นจำเป็นต้อง “คุ้มค่า” กับเดิมพัน
ทว่าท่าทีประชาธิปัตย์ยังแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะส่วนหนึ่งยังเห็นว่าจำเป็นต้องทำหน้าที่ สส.ฝ่ายค้านตรวจสอบการทำงานรัฐบาลในประเด็นอื่นๆ แม้บางส่วนจะเห็นว่าหาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมถูกดันไปจนผ่านวาระ 3 ก็พร้อมจะลาออกมาคัดค้านเต็มตัว
ยิ่งฟังเสียงจากแกนนำอย่าง “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ยืนยันชัดเจนกลุ่มคัดค้านระบอบทักษิณ 11-12 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีแนวทางการต่อสู้เป็นของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน บังคับกันไม่ได้
สำหรับแนวร่วมซึ่งประชาธิปัตย์กำลังเร่งประสานนั้น ไม่ใช่มีเฉพาะแค่กลุ่มพันธมิตรฯ แต่ยังมีอีกหลายกลุ่มที่เริ่มทอดไมตรีไปถึง อย่างที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ระบุว่าแต่ละกลุ่มถ้ามีเป้าหมายใหญ่ตรงกัน “ก็แสวงหาจุดร่วมกันก่อน จุดต่างก็สงวนกันไว้”
ดังนั้น จึงเริ่มเห็นการขยับของแกนนำประชาธิปัตย์อย่าง คุณหญิงกัลยา กษิต กรณ์ จาติกวณิช ไปร่วมขึ้นเวทีปราศรัย “กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ” ที่สวนลุมพินี เมื่อเย็นวันที่ 18 ส.ค.
ยิ่งในเวลานี้กองทัพประชาชนฯ ถือเป็นกลุ่มก้อนมวลชนที่เปิดตัวชุมนุมอย่างเป็นทางการ และมีโครงสร้างแกนนำ การดำเนินการ ภารกิจที่ชัดเจน แม้จะยังไม่อาจสามารถปลุกแนวร่วมได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่ก็เริ่มไต่ระดับเคลื่อนไหวปลุกมวลชนเป็นระยะ ดังนั้น จึงถือเป็นแนวร่วมที่สำคัญกับการเคลื่อนไหวการเมืองข้างถนน
ยังรวมไปถึงกลุ่มไทยสปริง กลุ่มหน้ากากขาว หน้ากากหนุมาน กลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ กลุ่มเสื้อหลากสี ฯลฯ ที่ล้วนแต่เป็นแนวร่วมที่มีเป้าหมายตรงกัน ซึ่งประชาธิปัตย์จำเป็นต้องดึงมาเป็นแนวร่วมที่แม้จะไม่ต้องมาเคลื่อนไหวร่วมกัน แต่หากเคลื่อนไหวที่สอดรับซึ่งกันและกันย่อมมีพลังสั่นคลอนรัฐบาลเพื่อไทยได้มากกว่าต่างคนต่างเดิน สุดท้ายก็หนีไม่พ้นยุทธศาสตร์แยกกันเดินร่วมกันตี
ยังไม่รวมกับแนวร่วมกลุ่มอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการบริหารงานของรัฐบาล โดยเฉพาะกับราคาสินค้าการเกษตรตกต่ำ ซึ่ง สส.ประชาธิปัตย์ ในพื้นที่ปลูกยางพารากำหนดดีเดย์ 29 ส.ค. เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรปลูกสวนยาง ที่เตรียมบุกศาลากลางแต่ละจังหวัดเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลลงมาแก้ปัญหา และยังจะมีแนวร่วมอื่นผุดมากขึ้น
จังหวะเวลานี้จึงเป็นช่วงบ่มเพาะรอสถานการณ์สุกงอม ท่ามกลางชนวนปัญหาที่กำลังหมักหมมหลายเรื่อง โดยที่รัฐบาลละเลยไม่เอาใจ มุ่งแต่จะเดินหน้าไปที่ปมการเมือง
สุดท้ายหากกฎหมายนิรโทษกรรมถูกผลักดันไปจนผ่านวาระ 3 ก็น่าจะเป็นช่วงเวลาที่พอดิบพอดีกับการสร้างแนวร่วมปลุกมวลชนให้ออกมาเคลื่อนไหว หลังจากได้ยินเสียงสัญญาณนกหวีดเริ่มต้นการต่อสู้ในยกสุดท้าย







