
เห่อกีฬายอดขายเสื้อกระฉูด
คนไทยแห่ซื้อใส่คาดสิ้นปีแตะหมื่นล้าน.สอท.ยันเอสเอ็มอีช้ำพิษค่าแรง
คนไทยแห่ซื้อใส่คาดสิ้นปีแตะหมื่นล้าน.สอท.ยันเอสเอ็มอีช้ำพิษค่าแรง
ฟุตบอลวอลเลย์น้องเมย์ฟีเวอร์ ดันยอดขายชุดกีฬากระฉูดหมื่นล้าน ส.อ.ท.วอนรัฐเพิ่มศักยภาพเอสเอ็มอี
กระแสคนไทยที่หันมาชื่นชอบกีฬามากขึ้น ประกอบกับการพัฒนาเสื้อผ้ากีฬาของผู้ประกอบการ ส่งผลให้ยอดจำหน่ายเสื้อผ้ากีฬาในประเทศปีนี้จะสูงถึง 8,000-1 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 15% ขณะที่ยอดส่งออกมีมูลค่า 2.25 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 2%
นายวัลลภ วิตนากร รองประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และที่ปรึกษาสมาคมอุตสาหกรรเครื่องนุ่งห่มไทย เปิดเผยว่า คนไทยหันมาชื่นชอบกีฬามากขึ้น โดยเฉพาะฟุตบอลจากการแข่งขันไทยพรีเมียร์ลีกที่มีแฟนบอลหลายสโมสร รวมทั้งกระแสมาแรงของกีฬาอื่นๆ เช่น วอลเลย์บอลหญิงไทย รวมทั้งน้องเมย์น.ส.รัชนก อินทนนท์ แชมป์แบดมินตัน เวิลด์ แชมเปียนชิพส์ คนแรกของไทย
“ยอดขายเสื้อผ้าในประเทศที่สูงขึ้น มาจากกระแสคนไทยชื่นชอบกีฬา และที่สำคัญตอนนี้เสื้อผ้ากีฬามีการพัฒนาคุณภาพเนื้อผ้า เน้นการสวมใส่สบาย ไม่ร้อนแบบที่ผ่านมา รวมทั้งมีการออกแบบลายที่สวย เป็นแฟชั่นมากขึ้น ทำให้คนซื้อเสื้อกีฬาไปใส่ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะใส่เล่นกีฬาเหมือนในอดีต” นายวัลลภ กล่าว
ทั้งนี้ การที่เสื้อผ้ากีฬามียอดขาย เพิ่มต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาพรวมเครื่องนุ่งห่ม ไทยจะติดลบไม่มาก คือ ติดลบ 5% ขณะที่การส่งออกจะประสบปัญหาเศรษฐกิจยุโรปที่ยังไม่ดีขึ้น แต่ปรากฏว่าการส่งออกเสื้อฟุตบอลยังขยายตัว ได้ เพราะผู้นำเข้าส่วนใหญ่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เสื้อกีฬาในต่างประเทศที่เข้ามาสั่งผลิตจากไทย
อย่างไรก็ตาม แม้อุตสาหกรรมเสื้อผ้ากีฬาจะดีขึ้น แต่ขณะนี้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอียังคงได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงงาน 300 บาท โดยพบว่าเอสเอ็มอียังไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานได้ ทำให้ผลิตผลที่ออกมาไม่คุ้มกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
“แต่ทั้งหมดนี้ถือว่าอยู่ระหว่างการปรับตัว โดยมีการให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานของ 1 คน ให้ทำงานได้หลายอย่างมากขึ้น และให้มีความ เชี่ยวชาญขึ้น เพื่อลดต้นทุนความเสียหายของการผลิตสินค้า รวมทั้งการบริหารจัดการเวลา และเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ” นายวัลลภ กล่าว
สำหรับสิ่งที่ต้องการให้กระทรวงอุตสาหกรรมช่วยเหลือ คือ การช่วยในภาคปฏิบัติมากขึ้น จากที่ผ่านมาเป็นการช่วยเหลือในรูปการอบรมมากกว่า ซึ่งหากงบประมาณแต่ละปีไม่เพียงพอ กระทรวงควรนำเสนอปัญหาต่อรัฐบาลให้เห็นถึงประโยชน์ของการช่วยเหลือเอสเอ็มอี







