posttoday
เศรษฐกิจทรุดหนักปรับไส้ในรักษาหน้ารัฐบาล

เศรษฐกิจทรุดหนักปรับไส้ในรักษาหน้ารัฐบาล

20 สิงหาคม 2556

การแถลงตัวเลขอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

โดย...บากบั่น บุญเลิศ/จตุพล สันตะกิจ

การแถลงตัวเลขอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ถือว่าขยายตัวอย่างน่าผิดหวัง ไตรมาส 2 เศรษฐกิจขยายตัวเพียง 2.8% เทียบกับไตรมาสแรกที่เศรษฐกิจขยายตัว 5.3% ชะลอตัวต่อเนื่อง 2 ไตรมาสติดต่อกัน

ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจที่แผ่วลงเกือบทุกตัว สะท้อนได้อย่างดีว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงยิ่ง

โดยเฉพาะการที่ สศช.ปรับลดประมาณการการขยายตัวเศรษฐกิจลงเหลือ 3.8-4.3% จาก 4.2-5.2% และเป็นการปรับลดประมาณการการขยายตัวเศรษฐกิจครั้งที่ 2 ในรอบ 6 เดือน ท่ามกลางปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศส่งผลให้นักลงทุน ราคาหุ้นแดงทั้งกระดานและเมื่อปิดตลาดดัชนีตลาดหลักทรัพย์ติดลบกราวรูด 47 จุด

“ครึ่งปีหลังเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้การส่งออกไม่ดี เราจึงต้องปรับลดประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจเหลือ 3.84.3% ส่วนมาตรการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ ครม.ตั้งเป้าหมายทำให้จีดีพีโตเพิ่มอีก 1% ไม่ได้ทำให้ สศช.ปรับเพิ่มจีดีพีแต่อย่างใด เพราะมาตรเหล่านั้นดูแล้วพบว่าไม่มีการใช้เม็ดเงินใหม่” อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สศช. ระบุ

นอกจากนี้ แรงส่งนโยบายรถยนต์คันแรกที่ลดลงในครั้งปีหลัง การลงทุนภายใต้โครงการบริหารจัดการน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ เม็ดเงิน 2 ก้อนที่ สศช.คาดหมายว่าจะเบิกจ่ายได้ 7.7 หมื่นล้านบาท และกระตุกเศรษฐกิจให้โงหัวได้บ้าง น่าจะเบิกจ่ายได้เพียง 2.9 หมื่นล้านบาท

เงื่อนปัจจัยเหล่านี้ทำให้ สศช.ต้องปรับประมาณการเศรษฐกิจเป็นสีแดงยกแผง ขณะที่สมมติฐานเศรษฐกิจที่ปรับใหม่หนักไปในทางทรุดมากว่าทรงตัว

อาทิ การปรับลดตัวเลขการลงทุนรวมในปี 2556 เหลือ 6% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 7.9% ในการประมาณการครั้งก่อน ขณะที่แรงขับเคลื่อนการลงทุนหลักๆ ยังคงมาจากการลงทุนภาครัฐที่คาดว่าจะขยายตัว 13.8% ส่วนการลงทุนเอกชนทรุดลง คงหวังได้น้อยต่อไป เพราะสิ้นไตรมาส 2 การลงทุนเอกชนขยายตัวเพียง 1.9% ลดลงจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 3.1% แต่ สศช.ก็ยังมองว่าการลงทุนเอกชนน่าจะขยายตัวที่ 4%

สถานการณ์การบริโภครวมก็ไม่สู้ดีนัก สศช.ปรับลดการคาดการณ์การบริโภครวมเหลือ 2.6% จากก่อนหน้าที่ประเมินว่าการบริโภคจะขยายตัว 3.2% โดยเฉพาะการบริโภคเอกชนจะขยายตัว 2.5% น้อยกว่าค่าเฉลี่ยในปกติ67%

อย่างไรก็ดี ภายใต้สมมติฐานตัวเลขเศรษฐกิจที่ สศช.เหลียวไปข้างหลังและมองไปข้างหน้านั้น เป็นที่น่าสังเกตว่า สศช.แอบเอาใจช่วยรัฐบาลอยู่เล็กๆ โดยเฉพาะกับสมมติฐานเศรษฐกิจที่เป็นไปได้ยากยิ่งในยามนี้

การคงเป้าการลงทุนภาครัฐไว้ที่ 13.8% แม้ว่าการเบิกจ่ายเงินลงทุนโครงการน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน จะเบิกจ่ายไม่ได้ตามสมมติฐานที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ คือ เงินลงทุนน้ำและเงินลงทุนระบบขนส่งที่หายไปเมื่อเทียบกับสมมติฐานครั้งก่อน 4.8 หมื่นล้านบาท ถูกแทนที่ด้วยงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ อย่างการซื้อเครื่องบินในปี 2556 ส่งผลให้การลงทุนภาครัฐยังคงขยายตัวที่ 13.8%

ทั้งๆ ที่เงินลงทุนภาครัฐที่ใช้ไปกับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและขนส่งที่จะเข้าไปหมุนระบบเศรษฐกิจได้หลายเที่ยว ถูกแทนที่ด้วยเงินลงทุนที่เป็นค่าซื้อจากต่างประเทศ ที่เงินไหลไปแล้วไม่ไหลกลับได้อย่างไร

งบลงทุนซื้อเครื่องบินที่ถูกนำไปรวมเป็นงบลงทุน จึงเป็นเทคนิคทางบัญชีที่น่าฉงน เพื่อให้ลงทุนใหม่เข้ามาอุดช่องงบลงทุนเฉพาะกิจที่เบิกจ่ายไม่ได้

เช่นเดียวกับงบประมาณปี 2556 ที่ตั้งเป้าเบิก สศช.คาดหมายว่าจ่ายให้ได้ 94% และทำให้เศรษฐกิจเฟื่องฟู แต่วันนี้การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐอยู่ในอาการสะดุด เงินลงทุนที่ค้างท่อ 1.2 แสนล้านบาท จากงบภาครัฐที่เบิกจ่ายไม่ทันทั้งสิ้น 1.7 แสนล้านาท ส่อเค้าว่าจะเข็นเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไม่ทันปีนี้

ยิ่งงบลงทุนก้อนโตที่อยู่ในมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ รัฐบาลไม่มีอำนาจไปบีบบังคับให้เงินออกสู่ระบบได้ตามใจ เงินที่จะอัดฉีดให้ดีกรีเศรษฐกิจพลุ่งพล่านในระยะเวลาอันใกล้ เป็นสิ่งที่ชวนให้สงสัย

เหนือสิ่งอื่นใด ปัจจัยที่หลักที่ทำให้ สศช.ต้องปรับลดการคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้ลงค่ากลาง 4% หนีไม่พ้นภาคส่งออกอ่อนยวบเกินคาด ในขณะที่มูลค่าการส่งออกที่มีสัดส่วนเกิน 60% ของจีดีพี

แม้ สศช.จะปรับลดสมมติฐานการส่งออกเหลือ 5% จากก่อนหน้าที่ประเมินว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ที่ระดับ 7.6% น่าจะเป็นการประเมินตัวเลขส่งออกในแง่ดีเกินไป เพราะครึ่งปีแรกการส่งออกขยายตัวได้เพียง 1% หากการส่งออกจะขยายตัวได้ที่ 5% นั่นหมายว่า การส่งออกครึ่งปีหลังจะต้องขยายตัวไม่น้อยกว่า 8.7% ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวล่าช้า

อาคม ระบุว่า หากต้องการให้การส่งออกขยายตัว 5% การส่งออกครึ่งปีหลังจะต้องขยายตัว 8.7% การส่งออกครึ่งปีแรกที่มีมูลค่าส่งออกเฉลี่ย 1.89 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐช่วงที่ 6 เดือนที่เหลือของปีต้องส่งออกได้มูลค่าไม่น้อยกว่า 2.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน แต่เป็น สศช.เองที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกเป็นปัจจัยที่กดคันเร่งเครื่องยนต์ส่งออกให้เติบโตช่วงครึ่งปีหลัง แม้ว่าจะขยายตัวดีกว่าในครึ่งปีแรก แต่ดีกว่ากันมากนัก

การคาดหวังให้การส่งออกครึ่งปีหลังขยายตัวมากกว่า 1% ในช่วงครึ่งปีแรกเรียกว่าต้องวิ่งกันหืดจับ แม้ว่าจะมีข่าวดีว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย แต่อาคม ทิ้งท้ายให้น่าคิดว่า โลกที่ฟื้นตัวจะส่งผลดีถึงไทยอย่างช้าก็ต้องรอ 36 เดือน เสมือนเป็นการรักษาหน้ารัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ที่ยืนเป้าส่งออกทั้งปีที่ 7-7.5%

แต่ในหม้อยาหวาน ก็ยังมียาขม สศช.ได้ส่งสัญญาณเตือนรัฐบาล โดยชี้ว่าความเสี่ยงด้านการเมืองได้กลับเข้ามาเป็นปัจจัยคุกคามเศรษฐกิจไทยครั้งแรกในรอบ 2 ปีครึ่ง หลังผ่านพ้นเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองเมื่อปี 2553 สศช. ระบุว่า หากมีการชุมนุมทางการเมืองยืดเยื้อ จะซ้ำเติมการส่งออก การบริโภคภาคครัวเรือนให้เลวร้ายลงอีก เช่นเดียวกับการขยายตัวของลงทุนและการท่องเที่ยวที่มีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์การเมืองในประเทศ

ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจที่รุมเร้าหนักทั้งด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์การเมืองที่อยู่ในสภาวะไฟสุมขอน สศช.เลือกที่จะตั้งสมมติฐานในแง่ดีเกินจริง อาจถูกครหาว่า กำลังเอาใจรัฐบาลก็เป็นได้

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง