posttoday
2556 อันธพาลครองเมือง

2556 อันธพาลครองเมือง

19 สิงหาคม 2556

สถานการณ์บ้านเมืองในวันนี้คนดี (ที่ไม่ชอบรัฐบาล) หาที่อยู่ยาก ยิ่งแสดงความคิดเห็นในทางตรงข้ามกับรัฐบาล ยิ่งรู้ได้ถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิตร่างกาย ทั้งจากผู้มีอำนาจตามกฎหมาย และพวกขี้ข้าที่หวังแสดงผลงานให้นายใหญ่นายหญิงได้เห็นฝีมือ

สถานการณ์บ้านเมืองในวันนี้คนดี (ที่ไม่ชอบรัฐบาล) หาที่อยู่ยาก ยิ่งแสดงความคิดเห็นในทางตรงข้ามกับรัฐบาล ยิ่งรู้ได้ถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิตร่างกาย ทั้งจากผู้มีอำนาจตามกฎหมาย และพวกขี้ข้าที่หวังแสดงผลงานให้นายใหญ่นายหญิงได้เห็นฝีมือ

คดีนายเอกยุทธ นักธุรกิจที่เปิดโปงความไม่ดีของรัฐบาล เป็นคดีที่แปลก ตำรวจสรุปสำนวนรวดเร็ว แต่กลับขัดกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่คณะกรรมการสิทธิฯ รวบรวมได้ ที่แปลกไปกว่านั้น คือ ญาติของผู้ตาย ดูเหมือนต้องการให้เรื่องจบเร็ว เหมือนกลัวอำนาจอะไรสักอย่าง

การข่มขู่การทำหน้าที่ของศาลก็ดี ล่าสุดกรณีเอาระเบิดไปแขวนและยิงปืนเข้าไปในบ้านบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์ก็ดี เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า บ้านเมืองเราวันนี้ เป็นยุคอันธพาลครองเมือง

เป็นเรื่องจริงยิ่งกว่าภาพยนตร์

ความจริงแล้วการใช้อำนาจมืดคุกคามฝ่ายตรงข้าม มีมานานแล้วและจะยังคงมีอยู่ต่อไป แต่ความสำคัญอยู่ที่กลไกของรัฐจะเข้าไปจัดการกับขบวนการเหล่านี้หรือไม่ และที่เลวร้ายกว่านั้นคือ หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รักษากฎหมายแต่ทำตัวเป็นอันธพาลเสียเอง

คนที่มือซ้ายถือกฎหมาย มือขวาถือปืน เป็นอันธพาลเสียเอง จะน่ากลัวแค่ไหน

การดำเนินคดีของ DSI ที่เห็นชัดว่ารับใช้การเมือง เพราะตอนนี้ DSI ทำทุกคดีที่รัฐบาลไม่ปลื้ม อ้างว่าคดีที่นายกรัฐมนตรีหญิงที่อธิบดียกย่องว่าเป็นประมุขของประเทศ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกตำหนิติเตียน ให้เป็นคดีพิเศษ ทั้งๆ ที่เป็นคดีหมิ่นประมาทที่ไม่ซับซ้อนอะไรเลย

DSI เขาตั้งขึ้นเพื่อทำคดีพิเศษ คดีที่ยุ่งยากซับซ้อน ตำรวจธรรมดาทำไม่ได้ เหมือนกับ FBI ของอเมริกา แต่ทุกวันนี้ DSI เข้าไปทำคดีทุกเรื่องที่รัฐบาลไม่ปลื้ม หรือคดีที่จะกลบข่าวร้ายของรัฐบาลได้

DSI ที่ย่อมาจาก Department of Special Investigation มีบางคนบอกว่าน่าจะมาจากคำเต็มว่า Department of Silly Investigation มากกว่า

ล่าสุด ผู้บังคับการ ปอท. (กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี) ออกมาขู่ชาวโซเชียลมีเดียว่า ตำรวจจะเข้าตรวจสอบสังคมออนไลน์ เข้าไปตรวจสอบการสนทนาผ่านโปรแกรมต่างๆ โดยเฉพาะ LINE กับFacebook จะดำเนินคดีกับคนที่กด Like และคนที่ Share ข้อความ

ผู้การเล่นเรื่องร้อนที่กระทบถึงชีวิตประจำวันของคนยุคใหม่ ก็ในสังคมออนไลน์นะ มีทุกระดับ คนที่มีความรู้ก็เยอะ คนเก่งกฎหมายกว่าผู้การก็มาก โดยเฉพาะท่านพานทองแท้ ลูกชายนายใหญ่ ก็ถือว่าเป็นคนออนไลน์ตัวพ่อคนหนึ่ง เพราะใช้โซเชียลมีเดียสื่อสารความเห็นไปยังกลุ่มคนต่างๆ ตลอดมา

หลังจากที่ท่านพานออกมาเบรกหัวทิ่มไปแล้ว ดูท่าทางของผู้การคงหาทางลงไม่ให้เสียเหลี่ยมแม้หน้าจะไม่เป็นสี่เหลี่ยมก็ตาม แต่สิ่งที่ผู้การให้สัมภาษณ์ไว้นี่สิ ทำให้ผมนึกถึงอันธพาลครองเมือง

นักข่าวถามว่า กดไลค์ผิดกฎหมายหรือไม่ ท่านบอกว่า “ผิดไม่ผิดผมไม่รู้ แต่ถ้าไม่เชื่อ...ผมดำเนินคดีคุณได้ก็แล้วกัน...”

ฟังแล้วเอ๋อไปเลยครับ พลิกตำราไม่ทัน ตำรวจไทยวันนี้ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ คำสั่งของท่านอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าท่านจะสั่งผิดหรือถูกกฎหมาย ถ้าใครไม่เชื่อ ท่านจะดำเนินคดี ยังดีที่ท่านบอกแค่ดำเนินคดี ยังไม่กล้าบอกให้ชัดไปเลยว่า ถ้าดำเนินคดีแล้วไม่เชื่อ ก็จะส่งทีมอุ้มไปเยี่ยมเยือน

ตำรวจไทยวันนี้ก้าวหน้าไปไกล ดำเนินคดีได้โดยยังไม่รู้ว่า สิ่งที่กระทำนั้นผิดหรือไม่ผิดกฎหมาย ตำรวจไทยวันนี้ใหญ่กว่ายุค พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ที่ถือกันว่าเป็นรัฐตำรวจ

ตำรวจไทยวันนี้ เคารพคนเพียงคนเดียว และเป็นคนหนีคุก หนีคดี หนีหมายศาล ตำรวจไทยวันนี้ นอกจากไม่จับนักโทษหนีคุกแล้ว ยังเดินทางไปขอตำแหน่ง ไปขอให้นักโทษหนีคุกติดยศให้ ทั้งๆ ที่เป็นยศพระราชทาน

สภาพบ้านเมืองเช่นนี้ มันยิ่งกว่าอันธพาลครองเมือง

ผมจำได้ว่า การดำเนินคดีกับใครสักคน เขาต้องถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด และเป็นความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ไม่ใช่ความผิดตามที่ตำรวจบัญญัติว่าเป็นความผิด

ผมจำได้ว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 39 บัญญัติว่า “บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้น บัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษ...”

และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 ก็บัญญัติว่า “บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้น บัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้...”

ท่านผู้การลองเปิดอ่านดูก็ได้ครับ

หากไม่รู้ว่าการกระทำเป็นความผิดตามกฎหมายหรือไม่ จะดำเนินคดีได้อย่างไร ท่านจะใช้อำนาจตามกฎหมายใดในการดำเนินคดี

ประเด็นที่ชาวโซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์กันมาก คือ การกดไลค์ ผิดด้วยหรือ

บทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา บุคคลหลักที่จะต้องถูกดำเนินคดีอาญา คือผู้กระทำความผิดที่ต้องกระทำโดยเจตนา ตามมาตรา 59 คนอื่นที่จะต้องรับผิดด้วย มีตามมาตรา 84 ที่เราเรียกกันว่า ผู้จ้างวานใช้ และผู้สนับสนุนช่วยเหลือในการกระทำความผิด ตามมาตรา 86 นอกจากบุคคล 3 ประเภทนี้แล้ว ผมยังนึกไม่ออกจริงๆ ว่า ใครจะต้องร่วมรับผิดกับคนอื่นที่กระทำความผิดด้วย

ตำรวจบอกว่า คนที่กดไลค์มีความผิด เพราะมีเจตนาย่อมเล็งเห็นผล

ฟังดูคุ้นๆ เหมือนอธิบดี DSI ที่ชอบใช้คำๆ นี้ “เจตนาย่อมเล็งเห็นผล” เป็นถ้อยคำที่ไพเราะดีนะครับ

Like แปลว่า ชอบ คือชอบในสิ่งที่คนอื่นเขาแสดงความเห็น คนที่กดไลค์เขาย่อมกดเมื่อมีคนแสดงความเห็นแล้ว ถ้าการแสดงความเห็นของคนคนนั้นเป็นความผิด คนที่ชอบในสิ่งที่เป็นความผิด จะเป็นความผิดในฐานใด ถ้าคนกดไลค์ผิด คนฟังการชุมนุมตบมือชอบใจที่คนพูด ที่พูดผิดกฎหมาย ก็ควรจะมีความผิดด้วย

คนกดไลค์ในโซเชียลมีเดีย ไม่ต่างจากคนที่ร่วมชุมนุมตบมือให้กับคนที่พูดบนเวที

ถ้าผมบอกว่า ผมชอบการปฏิวัติ ผมผิดอะไร เพียงความชอบที่เป็นความคิดยังไม่มีการลงมือกระทำ จะถือเป็นความผิดแล้วหรือ

ในคดีอาญามีองค์ประกอบของความผิด ถ้าไม่ครบองค์ประกอบของความผิด ก็ไม่เป็นความผิด เช่น คิดจะด่านายกฯ คิดจะฆ่าพวกหมารับใช้ ถ้ายังไม่ลงมือกระทำ ไม่ว่าจะคิดนานคิดลึกเพียงใด คิดวางแผนอยู่คนเดียวอย่างรอบคอบ ก็ไม่ถือเป็นความผิด

ตำรวจไทยวันนี้ กำลังใช้กฎหมายที่ถืออยู่ในมือซ้ายไปอย่างล้ำหน้า กำลังจะดำเนินคดีกับคนที่คิดเห็นต่าง โดยยังไม่รู้ว่ากระทำผิดกฎหมายหรือไม่

อยากจะบอกว่า ความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 มีอายุความ 15 ปีนะครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท