
ความท้าทายและข้อจำกัดการเคลื่อนนวัตกรรมเอสเอ็มอี(1)
งานวิจัยหลายฉบับกล่าวว่า “นวัตกรรม” เริ่มจากการสร้างแนวคิดใหม่เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ หรือการพัฒนากระบวนการทำงานเพื่อสร้างคุณค่าให้กับองค์กร ซึ่งนวัตกรรมแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) นวัตกรรมด้านการพัฒนาสินค้าหรือบริการใหม่ (Product or Service Innovation) 2) นวัตกรรมเกี่ยวกับกระบวนการทำงานใหม่ (Process Innovation) และ 3) นวัตกรรมด้านรูปแบบการดำเนินธุรกิจใหม่ (Business Model Innovation)
งานวิจัยหลายฉบับกล่าวว่า “นวัตกรรม” เริ่มจากการสร้างแนวคิดใหม่เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ หรือการพัฒนากระบวนการทำงานเพื่อสร้างคุณค่าให้กับองค์กร ซึ่งนวัตกรรมแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) นวัตกรรมด้านการพัฒนาสินค้าหรือบริการใหม่ (Product or Service Innovation) 2) นวัตกรรมเกี่ยวกับกระบวนการทำงานใหม่ (Process Innovation) และ 3) นวัตกรรมด้านรูปแบบการดำเนินธุรกิจใหม่ (Business Model Innovation)
จากผลงานวิจัยที่กว้างขวางยืนยันได้ว่า นวัตกรรมช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม Small and MediumSized Enterprises (SMEs)
ในประเทศไทย SMEs ก็มีบทบาทที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แต่ปัจจุบัน SMEs โดยส่วนใหญ่เผชิญกับการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง หลายบริษัทจึงเริ่มสนใจในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ดังนั้น การบริหารจัดการเพื่อให้เกิดนวัตกรรมขึ้นในองค์กร จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมากสำหรับผู้บริหารของหลายๆ บริษัท
รศ.ดร.ณัฐสิทธิ์ เกิดศรี และณัฐวัฒน์ สุขะศิริวัฒน์ นักศึกษาหลักสูตรการจัดการและกลยุทธ์ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับความท้าทายและข้อจำกัดของการขับเคลื่อนนวัตกรรมสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนและกำหนดนโยบายเชิงกลยุทธ์สำหรับการพัฒนานวัตกรรมของ SMEs ในประเทศไทยให้สามารถเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน
โดยเริ่มจากขั้นตอนการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีทบทวนวรรณกรรมหรือบทความทางวิชาการ (Literature Review) ที่เกี่ยวกับการขับเคลื่อนนวัตกรรมใน SMEs ของประเทศต่างๆ ร่วมกับการเก็บข้อมูลภาคสนามสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงของ SMEs ในประเทศไทย รวมทั้งสิ้น 9 บริษัท ประกอบไปด้วย ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจด้านเทคโนโลยี ธุรกิจด้านพลังงาน ธุรกิจด้านการเสริมความงาม ธุรกิจด้านการออกกำลังกาย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และสิ่งก่อสร้าง ธุรกิจด้านการบริการ ธุรกิจด้านการขนส่ง และธุรกิจสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งทั้ง 9 บริษัทมีทุนจดทะเบียนโดยเฉลี่ยประมาณ 6 ล้านบาท โดยพิจารณาจากบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนด้านการพัฒนานวัตกรรมจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) (www.nia.or.th) เนื่องจากเป็นที่ยอมรับว่าประสบความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรม และบริษัทบางแห่งยังได้รับรางวัลทางด้านการพัฒนานวัตกรรมอีกด้วย
ณัฐวัฒน์ ได้ยกตัวอย่างจากบริษัทแห่งหนึ่งที่ดำเนินธุรกิจด้านการเกษตรและอาหาร โดยสามารถคิดค้นปุ๋ยอินทรีย์จากการจัดการกระบวนการเน่าเสียของอาหาร (Food Waste Fermentation Network) และผลิตน้ำตาลมะพร้าว ซึ่งเป็นกระบวนการเปลี่ยนรูปแบบโมเลกุลของน้ำตาลมะพร้าว ให้กลายเป็นน้ำผึ้ง
ผลผลิตดังกล่าวเป็นนวัตกรรมด้านการเกษตร ชื่อว่า น้ำหวานดัชนีน้ำตาลต่ำจากดอกมะพร้าวอินทรีย์ (Organic and Low Glycemic Index Coconut Flower Syrup) โดยได้รับรางวัล Food Design Contest 2011 อันดับที่ 2 และ Top 10 Innovative Business 2012 อันดับที่ 6 จาก สนช.
ผู้บริหารให้ความเห็นว่า วิสัยทัศน์เป็นสิ่งที่สำคัญในการพัฒนานวัตกรรม กล่าวคือ ต้องคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าหรือชุมชน “เราต้องมีหัวใจที่จะช่วยเหลือชุมชนจริงๆ เรียกได้ว่าเป็น Corporate Social Innovation นี่คือสิ่งที่ต้องเร่งสร้าง ต้องให้องค์กรเป็นเหมือนตัวเรา ชาวบ้านเป็นเหมือนพี่น้อง ครอบครัวเดียวกัน ไม่ใช่ลูกน้อง ต้องให้ชาวบ้านรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ เพราะฉะนั้นคนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด”
สำหรับอุปสรรคในการพัฒนานวัตกรรม ผู้บริหารกล่าวว่า “นวัตกรรมเป็นสิ่งที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก” นอกจากนี้ การหาแหล่งเงินทุนค่อนข้างยาก เนื่องจากเป็นบริษัทขนาดเล็ก ยังไม่มีความน่าเชื่อถือ ประกอบกับบริษัทมีพนักงานจำนวนน้อย ดังนั้นต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐ ด้านเงินทุนและการจดสิทธิบัตร เพื่อให้สามารถแข่งขันได้และดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน







