posttoday
การสื่อสารย้อนยุค

การสื่อสารย้อนยุค

18 สิงหาคม 2556

ขึ้นต้นด้วยโคลงโลกนิติ (ที่ขออนุญาตแปลงท่อนท้ายให้เข้ากับยุคสมัย) เพื่อจะบอกแก่ใครก็ตามที่คิดจะควบคุมเสรีภาพในการคิดการพูดของมนุษย์

ห้ามไฟไว้อย่าให้ มีควัน

ห้ามสุริยะแสงจันทร์ ส่องไซร้

ห้ามอายุให้หัน คืนเล่า

ห้ามดั่งนี้ไว้ได้ จึ่งห้ามเล่นไลน์


ขึ้นต้นด้วยโคลงโลกนิติ (ที่ขออนุญาตแปลงท่อนท้ายให้เข้ากับยุคสมัย) เพื่อจะบอกแก่ใครก็ตามที่คิดจะควบคุมเสรีภาพในการคิดการพูดของมนุษย์ว่า เป็นความคิดที่ฉลาดน้อยที่สุด และเป็นอันตรายที่สุดสำหรับคนที่คิดอย่างนั้น เช่นเดียวกันถ้าหากรู้จักใช้ก็จะเกิดผลดีที่สุดเช่นกัน

ทราบไหมว่าโลกที่เปลี่ยนแปลงจากความโง่งมงายมาเป็นโลกแห่งเหตุผลก็ด้วย “พลังนินทา” นี่แหละ นั่นคือการเกิดขึ้นของวิทยาศาสตร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 1415 ก็เพราะคนทั่วยุโรปแอบนินทาความบ้าอำนาจของศาสนจักรที่มีศูนย์กลางอยู่ในกรุงโรม ขณะนั้นนักดาราศาสตร์อย่างโคเปอร์นิคัส (ค.ศ. 14731543) ได้ค้นพบว่าโลกของเราหาใช่เป็นศูนย์กลางของจักรวาลไม่ แต่เป็นดวงอาทิตย์ต่างหาก ซึ่งค้านกับความเชื่อในทางศาสนาที่สร้างกฎเกณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับจักรวาลควบคุมความเชื่อความคิดของผู้คนทั้งหลายไว้ รวมทั้งความเชื่อที่ว่า “โลกแบน”

ต่อมากาลิเลโอ (ค.ศ. 15641642) ได้ยืนยันทฤษฎีของโคเปอร์นิคัสด้วยการสร้างกล้องโทรทรรศน์ให้ทุกคนส่องให้เห็นดาวเคราะห์ต่างๆ ที่หมุนรอบดวงอาทิตย์ พร้อมทั้งทำการพิสูจน์ต่อสาธารณชนจำนวนมากว่า “โลกกลม” ด้วยการใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องดูเสากระโดงของเรือสินค้าที่ค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจากขอบฟ้าเพื่อเดินทางเข้าเทียบท่า การค้นพบของเขาได้ทำให้เขาต้องถูกจำขังและถูกทรมานต่างๆ ซึ่งสมัยนั้นไม่ได้มีโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือไลน์ เหมือนสมัยนี้ แต่กระแส “การนินทา” ก็ถล่มศาสนจักรจนผู้คนทั้งหลายเริ่มลังเลและเสื่อมความศรัทธาเชื่อถือ ซึ่งนักประวัติศาสตร์เชื่อว่าส่วนหนึ่งมาจากความเห็นอกเห็นใจที่มีต่อกาลิเลโอ

ไล่เลี่ยกันเดสการ์ต (ค.ศ. 15961650) ก็ได้สร้างปรัชญาแห่งการแสวงหาความรู้อย่างใหม่ขึ้นมาในโลก นั่นก็คือ จากการถูกยัดเยียดความรู้จาก “ความรู้สำเร็จรูป” ต่างๆ เช่น คำสั่งสอนและกฎเกณฑ์ของศาสนจักร ไปสู่การคิดสร้างความรู้ต่างๆ ขึ้นมาเองของมนุษย์ ที่ต้องรู้จักเรียบเรียงข้อมูลและเหตุผล แล้วต้องมีการพิสูจน์ให้เกิดความมั่นใจว่าสิ่งนั้นเป็นความจริงขึ้นเสียก่อน เขาเป็นเจ้าของประโยคที่ว่า “I think, therefore I am.” หรือ “ฉันคิด ฉันจึง (มีชีวิต) อยู่” อันเป็นต้นกำเนิดของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และวิทยาการสมัยใหม่ทั้งหลาย

ที่เล่าประวัติศาสตร์ว่าด้วยความรู้ที่เป็นเหตุผลมานี้ ก็เพื่อบอกว่า เมื่อเวลาที่ผู้คนมีข้อสงสัยต่างๆ ผู้มีอำนาจมักจะไม่คิดที่จะทำความจริงต่างๆ ให้ปรากฏ มีแต่คิดจะกดขี่ครอบงำความคิดของผู้คนนั้นไว้ เมื่อผู้คนไม่มีช่องทางสื่อสารได้อย่างอิสระ พวกเขาก็จะใช้ช่องทาง “ลับ” นั่นคือ การนินทา (และมักจะต่อด้วยคำว่า “ว่าร้าย”) กลายเป็นอาวุธที่กลับไปประหารผู้มีอำนาจนั้นเอง เช่นเดียวกัน “คนฉลาด” อย่างนักปราชญ์ที่ยกตัวอย่างมา ท่านเข้าใจกระแสสังคม เห็นว่าสังคมกำลังสงสัยในเรื่องต่างๆ ท่านก็ช่วยออกมาค้นคว้าหาคำตอบให้ แต่แทนที่ผู้มีอำนาจจะขอบคุณหรือนำความคิดทั้งหลายนั้นไปใช้ประโยชน์ กลับจับกุมเอาคนเหล่านั้นไปทำโทษหรือประจานให้อับอาย กระนั้นความจริงก็ต้องเป็นความจริงวันยังค่ำ เพราะที่สุดเมื่อคนทราบความจริง หรือทราบอะไรความรู้ที่แท้จริง “ของปลอม” ทั้งหลายก็เสื่อมและพังไปเอง

ผู้เขียนอยากนำมาเทียบเคียงกับสังคมไทยในทุกวันนี้ ที่รัฐบาลพยายามจะปิดบังอำพรางความจริง โดยที่มีผู้รู้ (และจำนวนมากเป็นผู้หวังดีต่อประเทศชาติส่วนรวม) พยายามจะตักเตือนแจ้งเหตุแก่รัฐบาล แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะไม่อินังขังขอบ กลับหาว่าคนเหล่านี้คิดร้ายและมุ่งร้ายต่อรัฐบาล ยิ่งไปกว่านั้น ยังคิดที่ควบคุมความคิดของผู้คน แต่ที่ร้ายที่สุดก็คือ คิดจะจับหรือหาทางเอาผิดและลงโทษคนที่คิดดีต่อประเทศเหล่านั้น โดยหาว่าเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล ถึงขั้นกล่าวหาว่าเป็นอาชญากร แม้แต่เจ้าหน้าที่ที่ต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนก็กลับไปคุ้มครองรัฐบาล ถึงขั้นมัวเมาว่าเป็น “ประมุขประเทศ” ที่ต้องเทิดไว้เหนือหัว!

พูดเข้าประเด็นก็คือ การที่มีหน่วยงานบางแห่งและเจ้าหน้าที่รัฐบาลคนพยายามที่จะเลียประจบรัฐบาลด้วยการเข้าควบคุมโซเชียลมีเดียต่างๆ โดยอ้างเหตุว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ถ้ามองด้วยหลักของการเมืองการปกครองก็ต้องถือว่าเป็นการกระทำที่อันตราย หรือการกระทำของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่เหล่านั้นนั่นเองที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ พูดตรงไปตรงมาก็คือ จะยิ่งทำให้รัฐบาลนั้นพังเร็ว ซึ่งรัฐบาลจะต้องรีบแก้ไขและระงับการกระทำดังกล่าวเสียโดยเร็ว

มีข้อพิสูจน์ในโลกนี้มาตลอดว่า การปฏิเสธความจริงคือการปฏิเสธชีวิต นั่นคือ ผู้ที่มัวเมาอยู่แต่ในภาพหลอนภาพหลอกจะจบสิ้นชีวิตโดยเร็ว อย่างรัฐบาลเผด็จการในหลายๆ ประเทศ แม้แต่ในประเทศประชาธิปไตยเองก็ตามเถอะ ถ้ารัฐบาลใดโกหกประชาชน รัฐบาลนั้นก็อยู่ไม่ได้ การปิดกั้นการสื่อสารก็เหมือนกับการต้านคลื่นในมหาสมุทร มีแต่จะนำความเสียหายมาสู่ผู้ต่อต้าน ที่สุดก็จะถูกคลื่นแห่งความจริงนั้นกลบกลืนหายไป

ในทางตรงกันข้าม หากรัฐบาลจะเงี่ยหูฟัง แม้จะเป็นคำนินทาที่หมิ่นแคลนกันว่าเต็มไปด้วยความเหลวไหลให้ร้าย แต่รัฐบาลก็ต้องกวาดสายตามาดูที่ตัวของตัวเองด้วยว่า ที่เขานินทาว่าร้ายมานั้นมีอะไรที่เป็นความจริงบ้างหรือไม่ หากไม่เป็นความจริงก็สู้กันด้วยการนำเสนอความจริง หรือพิสูจน์ให้คนทั้งหลายเชื่อว่าอะไรจริงอะไรเท็จ เพราะในโลกสมัยใหม่เขาต้องสู้กันด้วยเหตุผล ต่างกับความเชื่อในโลกสมัยเก่าที่บังคับให้คนเชื่อถือในสิ่งที่งมงาย

รัฐบาลเองก็ประกาศปาวๆ ว่าศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งก็ต้องเข้าใจด้วยว่าประชาธิปไตยสมัยใหม่คือบรรยากาศที่ต้องเปิดกว้าง การมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ใช่แค่ไปเลือกตั้งและเคารพเชื่อฟังกฎหมายต่างๆ แต่ยังรวมหมายถึงการร่วมแสดงความคิดเห็น ซึ่งก็ไม่ใช่จะบังคับให้เชื่อให้คิดตามๆ กัน แต่ความคิดที่ขัดแย้งแตกต่างก็ต้องถือว่ามีค่าต่อทุกคนนั้นด้วย

รัฐบาลน่าจะมีคนฉลาดอยู่บ้าง เพราะส่วนใหญ่ก็ได้รับการศึกษามาสูงๆ น่าจะรู้ว่าการสื่อสารในโลกสมัยใหม่นี้ควบคุมยากและไม่ควรคิดไปควบคุม เพราะนี่คือรากฐานของประชาธิปไตย ที่จริงรัฐบาลควรจะเปิดใจกว้าง รับฟัง เอามาใช้ประโยชน์ ยิ่งกำลังคิดจะปฏิรูปการเมือง รัฐบาลนั่นแหละต้องปฏิรูปความคิดของตนเองเสียก่อน

วันนี้คุณเล่นไลน์แล้วหรือยัง?

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท