
แฉเหตุแก้รธน.ที่มาสว.มีเป้าหมายแก้มาตรการอื่น
40 สว.แนะปชช.ถวายฎีกาสกัดแก้รธน. แฉที่มา สว. แค่นำร่องเป้าจริงแก้ม.169-67-309 ‘รสนา’ เล็งยื่นศาล รธน.หากผ่านวาระ 3
40 สว.แนะปชช.ถวายฎีกาสกัดแก้รธน. แฉที่มา สว. แค่นำร่องเป้าจริงแก้ม.169-67-309 ‘รสนา’ เล็งยื่นศาล รธน.หากผ่านวาระ 3
คณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ร่วมกับกลุ่ม 40 สว. จัดการเสวนา “แก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา สว. : แผนเผด็จการรัฐสภาควบคุมศาลและองค์กรอิสระ” โดยกลุ่ม 40 สว.ได้อภิปรายแสดงความเห็นกรณีที่รัฐสภาจะมีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขรายมาตราที่มาของ สว.ในวันที่ 20 ส.ค.นี้
นายไพบูลย์ นิติตะวัน สว.สรรหา กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราที่มา สว. เป็นเพียงการนำร่องเท่านั้นเพื่อสร้างความชอบธรรมให้สภาว่าสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราได้โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจก้าวล่วง โดยเชื่อว่าหลังจากนี้เป้าหมายที่แท้จริงของรัฐบาลนั้นไม่ใช่การแก้ไขมาตรา 190 หรือมาตรา 68 แต่เชื่อว่า สส.รัฐบาลจะแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา 169 เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลเดินหน้าร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทชอบด้วยกฎหมาย โดยอาจแก้ไขให้สามารถใช้งบประมาณนอกระบบงบประมาณปกติได้ อีกทั้งรัฐบาลอาจเตรียมแก้มาตรา 67 ระบุให้การจัดทำโครงการกระทบสิ่งแวดล้อมไม่ต้องฟังความเห็นของประชาชน เพื่อให้โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทที่ถูกศาลปกครองวินิจฉัยให้รับฟังความเห็นของประชาชนสามารถเดินต่อได้อย่างสะดวก
นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า คาดว่ามาตราที่รัฐบาลแก้ไขต่อมา คือ รัฐธรรมนูญมาตรา 309 โดยคาดว่าจะไม่มีการตัดมาตรานี้ออก แต่จะใช้วิธีเพิ่มวรรค 2 ของมาตรา 309 เพื่อเปิดทางให้มีการนิรโทษครอบคลุมบุคคลและคดีอื่นหลังเหตุการณ์รัฐประหาร โดยเชื่อว่าจะนิรโทษคดีความ ของ พ.ต.ท.ทักษิณให้ได้รับอานิสงส์สามารถกลับประเทศไทยได้จากการแก้ไขมาตรานี้ และเชื่อว่าจะมีการคืนเงิน 4.6 หมื่นล้านให้อดีตนายกรัฐมนตรีด้วย
นายไพบูลย์ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า ประชาชนสามารถยุติการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ โดยการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หรือยื่นถวายฎีกาเพื่อขอให้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย ว่ากติกาใดที่มีผลกระทบหรือขัดต่อเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ หรือขัดต่อหลักนิติรัฐนิติธรรม ก็ควรให้ประชาชนลงประชามติใช้เสียงข้างมากว่าควรแก้ไขรายมาตราหรือไม่ หรือให้สมาชิกรัฐสภาใช้เสียงข้างมากไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 เพื่อให้ความเห็นชอบว่าควรแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่
นายคำนูณ สิทธิสมาน สว.สรรหา กล่าวว่า รัฐสภาได้นัดประชุมเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 20 ส.ค. เดิมหนังสือเชิญประชุมไม่ได้ระบุว่าจะนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใดเข้าพิจารณา แต่ล่าสุดพบว่ามีการแก้ไขให้นำร่างแก้ไขรัฐธรรมว่าด้วยที่มาของ สว.ให้มาจากการเลือกตั้ง 200 คนแล้ว ทั้งนี้เข้าใจว่าเพื่อให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ได้ทันหลังจากที่ สว.เลือกตั้งชุดปัจจุบันหมดวาระในวันที่ 2 มี.ค.2557 ส่วนตัวเชื่อว่าการพิจารณาวาระ2 และ วาระ 3 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนก.ย.นี้ และหลังจากนั้นจะให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยกร่างกฎหมายเลือกตั้งภายใน 30 วันและให้ 2 สภา พิจารณาร่างกฎหมายให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน รวมใช้เวลาประมาณ 5 เดือน หรือถึงเดือนมี.ค.2557
“หากฝ่ายรัฐบาลคิดว่าการนำร่างแก้ไขมาตราที่มา สว.มาพิจารณาก่อนมาตรา 68 เพื่อหนีเรื่องร้อน ก็ต้องบอกว่าคิดผิด เพราะเป็นการวางคิวที่ผิดพลาด เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคแรกยังเปิดช่องให้สามารถยื่นการแก้ไขรายมาตราที่มาของ สว.ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาได้” นายคำนูณกล่าว
นายคำนูณ กล่าวต่อว่า ในคำแปรญัตติที่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งของ สว.สรรหาชุดปัจจุบันมี สส.พรรคเพื่อไทย แปรญัตติเป็น4กลุ่ม คือ ให้ สว.สรรหาปัจจุบันพ้นตำแหน่งทันที่รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขมีผลบังคับใช้, ให้พ้นตำแหน่งหลังมีพระราชกฤษฏีกาเลือกตั้งสว.ให้พ้นตำแหน่งหลังจากได้ สว.จากการเลือกตั้งครบ200คนและให้พ้นตำแหน่งภายใน1ปีนับตั้งแต่ได้สว.เลือกตั้งเข้ามาทำงาน โดยส่วนตัวเชื่อว่าเป็นเจตนาที่อยากให้ สว.สรรหาเงียบและอย่าอภิปรายโต้แย้งมากเกินไป เพราะหากโวยวายมากอาจจะลงมติข้างมากตามคำแปรญัตติของสส.พรรคเพื่อไทยได้
นายวันชัย สอนศิริ สว.สรรหา ระบุว่า มีการโจมตีว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 มาจากการใช้อำนาจเผด็จการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จึงต้องมีการแก้ไขกฎหมายหลายมาตรารวมถึงมาตราที่มา สว.ให้เป็นประชาธิปไตย แต่สงสัยว่าประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่งหลายมาตราที่แก้ไขโดย สนช.เช่นกัน แต่เหตุใดฝ่ายการเมืองจึงไม่ต้องการแก้ไขกฎหมายเหล่านี้ เป็นเพราะต้องการแก้ไขเพียงมาตราที่เอื้อประโยชน์ให้กับรัฐบาลใช่หรือไม่
นายวันชัย กล่าวต่อว่า หากจะกล่าวหาว่าระบบ สว.สรรหา ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะไม่ยึดโยงกับประชาชน แล้วเหตุใดคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงไม่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และไม่ได้มาจากประชาชนเช่นกัน รวมถึงระบบที่มา สส.นั้นมีทั้งการเลือกตั้ง สส.เขต 375 คนและสส.บัญชีรายชื่อจำนวน 125 คน เพื่อเปิดทางให้บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ แต่ไม่สามารถชนะการเลือกตั้ง สามารถเข้ามาผสมผสานเพื่อทำงานด้านกฎหมายในสภาได้ ดังนั้นจึงเห็นว่าไม่ต่างจากระบบที่มา สว.ที่ควรผสมผสานทั้งการเลือกตั้งและการแต่งตั้งจากหลายวิชาชีพ
นางรสนา โตสิตระกูล สว.กทม. กล่าวว่า ปัจจุบันอำนาจของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถถ่วงดุลและตรวจสอบกันได้เพราะระบบที่ให้ สส.ทุกคนต้องสังกัดพรรคการเมือง จึงมีเพียงศาล สว.และองค์กรอิสระเท่านั้นที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ดังนั้นหากแก้รัฐธรรมนูญมาตราที่มาของ สว.เปิดทางให้พรรคการเมืองมายึดอำนาจสภาสูง ซึ่งจะส่งผลให้มีอำนาจในการถอดถอนและแต่งตั้งบุคคลในองค์กรอิสระด้วยนั้น เท่ากับเป็นการทำลายอำนาจของฝ่ายตรวจสอบเกือบทั้งหมด และจะส่งผลให้การคอร์รัปชันของรัฐบาลสูงขึ้น เพราะไม่มีการตรวจสอบที่เข้มแข็ง
นางรสนา ยังกล่าวด้วยว่า หากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านการพิจารณา จะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแน่นอน และศาลจะต้องรับพิจารณาเรื่องนี้ โดยศาลจะอ้างไม่ได้ว่าการแก้ไขรายมาตราศาลไม่สามารถเข้าไปยุ่งได้ เพราะเราต้องดูเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ ต้องการรักษาการถ่วงดุลอำนาจ หากสภาแก้รัฐธรรมนูญเพื่อทำลายการตรวจสอบ ถ่วงดุล ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญย่อมต้องรับเรื่องพิจารณา เพราะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ขัดกับรัฐธรรมนูญเอง
ทั้งนี้นางรสนา เสนอว่า ระบบที่มาของ สว.สรรหาในปัจจุบันมาจากภาครัฐ เอกชน วิชาการ และวิชาชีพ และอื่นๆ ขอเสนอว่าหลังจากนี้อาจจะสรรหาจากภาคแรงงาน ภาคเกษตรกร โดยสรรหามาจำนวนหนึ่งแล้วให้ประชาชนเลือกตั้งกลุ่มบุคคลเหล่านี้ที่ผ่านการสรรหามาก็ย่อมทำได้
นายประสาร มฤคพิทักษ์ กล่าวว่า กรณีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เชิญทุกฝ่ายเข้าร่วมสภาปฏิรูปนั้น แท้จริงแล้วเพียงต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นที่ชัดเจนจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสเฟสบุ๊คว่า นายกฯ เชิญทุกฝ่ายมาพูดคุยเพราะประเทศต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แบบไม่ใช่ winner take all
พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ สว.สรรหา กล่าวว่า กรณีที่อ้างว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาของสว. เพราะต้องการให้สว.และสส. มีที่มาเหมือนกัน ถือว่าเป็นข้ออ้างที่ผิดหลักรัฐศาสตร์ และหลักการสากล เพราะทั่วโลกต้องการหาวิธีไม่ให้สส.และสว.มีที่มาแบบเดียวกัน อย่างไรก็ตามในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มาตราดังกล่าวที่แก้ไขคุณสมบัติให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐมนตรี,นักการเมือง,พรรคการเมือง ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสว.ได้ ถือเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่สส.และสว.มีส่วนร่วมในการใช้อำนาจที่มีแก้ไขกฎหมายเพื่อประโยชน์กับคนของตนเอง ดังนั้นสมาชิกรัฐสภาที่ลงมติผ่านวาระสามเตรียมตัวขึ้นศาลได้เลย
นายสมชาย แสวงการ สว.สรรหา กล่าวว่า กลุ่ม 40 สว.ยืนยันจะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมือง หลังจากที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยการแก้ไขคุณสมบัติสว.ผ่านวาระ3 นอกจากนั้นจะยื่นองค์กรตรวจสอบอื่นๆ เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และทุกศาล เพื่อขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกขั้นตอน เพราะไม่ยอมให้ขบวนการกินรวบประเทศเกิดขึ้น อีกทั้งตนมีความจำเป็นที่ต้องทำหน้าที่ให้ถึงที่สุด







