
โลกจับตาปัจจัยเสี่ยง
นับเป็นประเด็นที่นักวิเคราะห์ต่างชาติกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดสำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งสถานการณ์การเมืองในประเทศ
นับเป็นประเด็นที่นักวิเคราะห์ต่างชาติกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดสำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งสถานการณ์การเมืองในประเทศ
ล่าสุด รอยเตอร์สเปิดเผยบทความ ซึ่งระบุว่า รัฐบาลไทยกำลังเร่งออกมาตรการต่างๆ อาทิ การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ รวมทั้งการส่งเสริมภาคส่งออก เพื่อหวังกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัว หลังเติบโตต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันก่อนหน้านี้
รายงานชี้ว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มต้นอย่างสดใสช่วงต้นปี 2556 โดยที่นักวิเคราะห์ทั้งในและต่างประเทศต่างมีความคาดหวังสูงเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และอุปสงค์ภายในที่แข็งแกร่ง ซึ่งน่าจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว ปัจจัยเหล่านี้ กลับเจออุปสรรค รวมทั้งไร้ผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ยกตัวอย่าง เช่น โครงการป้องกันอุทกภัยมูลค่า 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.3 แสนล้านบาท) ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่า การลงทุนครั้งใหญ่นี้จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตถึง 1%
อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวต้องหยุดชะงักลงหลังศาลปกครองมีคำสั่งให้รัฐบาลศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเสียก่อน
“สิ่งที่เรากังวลก็คือ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลไทยกำลังทำให้บริษัทต่างๆ ชะลอแผนลงทุนและขยายกิจการลง” เครดิต สวิส เตือน
สอดคล้องกับความเห็นของกันดี คายาดี จากธนาคารโอซีบีซีแบงก์ในสิงคโปร์ ซึ่งออกโรงเตือนว่า การชะลอโครงการลงทุนขนาดใหญ่จะยิ่งส่งผลด้านลบต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ด้านธรรมรัตน์ กิตติสิริพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารทหารไทย กล่าวว่า สถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจในขณะนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทุกฝ่ายมองโลกในแง่ดีเกินไป
วันเดียวกัน ซีเอ็นเอ็นเปิดเผยบทความแสดงความเห็นของปารัก กันนา นักวิจัยมูลนิธินิวอเมริกาฟาว์นเดชัน ในสหรัฐ ซึ่งออกโรงแนะนำให้บรรดาชาติสมาชิกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากมองว่า เป็นกุญแจสู่ความร่วมมือ รวมทั้งจะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ
“ที่ผ่านมา มีเพียงสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนามเท่านั้นที่ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง ขณะที่ไทยก็เริ่มหันมาลงทุนในทางรถไฟบ้างแล้ว เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ที่กำลังลงทุนพัฒนาท่าเรือ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะต้องไม่ลืมว่า ทุกครั้งที่เกิดอุทกภัย หรือภัยพิบัติอื่นๆ เศรษฐกิจย่อมได้รับผลกระทบเสมอ” กันนา ระบุ
นอกจากนี้ ผู้เขียนยังกล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนาเมือง โดยเฉพาะการฝึกอบรมแรงงาน ซึ่งรวมถึงเยาวชน เพื่อเพิ่มทักษะทางด้านการก่อสร้าง การโรงแรมและท่องเที่ยว การดูแลสุขภาพ และการศึกษา







