
ชวนเจ้าหนี้นอกระบบเปิดเผยตัวความพยายามที่เป็นไปได้ยาก
จู่ๆ กระทรวงการคลังก็มีนโยบายที่จะให้บริษัทนิติบุคคลสามารถปล่อยกู้ให้กับประชาชนได้ตั้งแต่ 3-5 หมื่นบาท
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
จู่ๆ กระทรวงการคลังก็มีนโยบายที่จะให้บริษัทนิติบุคคลสามารถปล่อยกู้ให้กับประชาชนได้ตั้งแต่ 3-5 หมื่นบาท แถมใจป้ำที่จะให้คิดดอกเบี้ยจากลูกหนี้ได้สูงกว่า 15% โดยเตรียมหอบเรื่องนี้ไปหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อให้ร่วมพิจารณาความเหมาะสมเนื่องจากบริษัทเอกชนที่ไม่ใช่สถาบันการเงินเหล่านี้ อาจจะคิดดอกเบี้ยเกินเพดานที่กฎหมายกำหนดไว้
เพื่อความรวดเร็ว กระทรวงการคลังก็พยายามใช้อำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติ ปว.58 ที่มีอยู่แล้วมาควบคุมธุรกิจเหล่านี้ โดยไม่ต้องออกกฎหมายใหม่
ในมุมมองของ ประชา ชัยสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท รีโซลูชั่น เวย์ ผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อย และประธานติดตามทวงหนี้ที่เป็นธรรม ระบุว่า รัฐบาลคงจะมีเจตนาที่จะดึงเจ้าหนี้นอกระบบเข้าสู่ในระบบ และเมื่อผสมกับการที่รัฐบาลออกกฎหมายทวงหนี้ที่เป็นธรรมออกมา จะทำให้เจ้าหนี้ในระบบอยู่ในการกำกับดูแลของภาครัฐ ซึ่งน่าจะเป็นผลดีกับลูกหนี้มากกว่า
เจ้าหนี้นอกระบบที่ว่า คือ นายทุนที่ประกาศเชิญชวนให้กู้เงินด้วยการติดป้ายโฆษณาตามเสาไฟฟ้า หรือผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น เป็นต้น
เสียงสนับสนุนแนวความคิดกระทรวงการคลังที่ให้นิติบุคคลปล่อยกู้ได้อย่างท่วมท้น แม้แต่ เกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. ก็ออกมาสนับสนุนความคิดของกระทรวงการคลังว่า การดึงเงินกู้นอกระบบ ให้เข้ามาอยู่ในระบบสถาบันการเงิน โดยให้บริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคล ธนาคารพาณิชย์ หรือผู้ประกอบธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ร่วมปล่อยกู้ให้ประชาชนรายละ 3-5 หมื่นบาท และเปิดให้คิดดอกเบี้ยได้เกินกว่า 15% เป็นแนวคิดที่ดีที่ช่วยให้รายย่อย และผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงแหล่งเงินกู้
เกริก ให้ความเห็นว่า หลักการที่ถูกต้องคือ ดอกเบี้ยต้องสะท้อนความเสี่ยง ในต่างประเทศการปล่อยสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์จะคิดดอกเบี้ยเฉลี่ย 30-50% ไม่มีต่ำกว่านี้ ถ้าเปรียบเทียบกับหนี้นอกระบบของเราที่คิดดอกเบี้ย 5-10% ต่อเดือน หรือประมาณ 60-120% ต่อปีก็ถือว่าต่ำกว่า และทำให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ สังคมต้องยอมรับความจริงว่า การปล่อยกู้ต้องคิดดอกเบี้ยตามความเสี่ยง
“ถ้าจะทำโดยใช้กฎหมาย ปว.58 เช่นเดียวกับสินเชื่อส่วนบุคคลที่คิดดอกเบี้ยไม่เกิน 15% แต่คิดค่าธรรมเนียมต่างๆ ได้รวมแล้วไม่ให้เกิน 28% ถือเป็นการเลี่ยงที่จะไม่ผิดกฎหมาย ทำให้มีประชาชนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่เข้าถึงสินเชื่อและมีสถาบันการเงินอีกจำนวนมากไม่ร่วมปล่อยกู้เพราะคิดว่าไม่คุ้มความเสี่ยง” เกริก กล่าว
สอดคล้องกับความเห็นของ ประชา ที่มองว่า หากรัฐบาลจะกำหนดให้นิติบุคคลปล่อยกู้กำหนดเพดานดอกเบี้ยไม่เกิน 15% คงไม่มีทางที่บริษัทไหนจะมาปล่อยสินเชื่อ แม้แต่แบงก์ที่สามารถระดมเงินฝากและมีเงินทุนต่ำก็ยังทำไม่ได้ที่จะโอนหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบ เพราะมีความเสี่ยงสูง
“อย่างน้อยต้องสร้างแรงจูงใจให้นิติบุคคลคิดดอกเบี้ยได้สูงและคุ้มกับความเสี่ยงการปล่อยสินเชื่อ และควรจะเพิ่มวงเงินให้ปล่อยกู้ได้มากขึ้น 2-3 แสนบาท เพราะหากกำหนดเพดานเงินกู้ไม่เกิน 34 หมื่นบาทก็คงไม่คุ้ม” ประชา กล่าว
แม้จะมีเสียงเชียร์มากมายจากทั้งนายแบงก์ และ ธปท. แต่ในความเป็นจริงแล้ว มาตรการนี้จะทำให้เจ้าหนี้นอกระบบ ยอมเผยตัวออกมาเป็นเจ้าหนี้ในระบบหรือไม่ เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก
ทั้งนี้ เจ้าหนี้นอกระบบ ส่วนใหญ่ปล่อยกู้โดยคิดดอกเบี้ยสูงมาก เช่น ดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อเดือน ก็เท่ากับคิดดอกเบี้ย 240% ต่อปี นอกจากนี้เจ้าหนี้นอกระบบไม่เคยเสียภาษี หากเข้ามาอยู่ในระบบก็ต้องจัดทำบัญชี ถูกติดตามภาษีได้ง่าย อีกทั้งรัฐบาลเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.ทวงถามหนี้ ต่อสภา เมื่อกฎหมายผ่านสภาแล้ว ก็จะทวงหนี้ได้เท่าที่กฎหมายกำหนด การใช้กำลังข่มขู่ คุกคาม ทำไม่ได้ หากทวงหนี้ไม่ได้ก็ไม่แคล้วขาดทุนหนัก และนิติบุคคลเหล่านี้ ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ ไม่ได้รับฝากเงินจากประชาชน ดังนั้นการจะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐจึงเป็นไปไม่ได้เลย
แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามที่จะบรูณการการแก้ไขปัญหนี้นอกระบบ โดยกระทรวงยุติธรรมเองก็เตรียมที่จะออกกฎหมายมากดดันเจ้าหนี้นอกระบบ โดยอยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหนี้นอกระบบ เพื่อเพิ่มอัตราโทษ แก่ผู้ให้กู้และใช้วิธีรุนแรงในการทวงหนี้ หรือดำเนินการในลักษณะของอาชญากรรม การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหนี้นอกระบบ เป็นภารกิจที่กระทรวงยุติธรรมสามารถดำเนินการได้เลยโดยการเสนอและผลักดันให้มีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับหนี้นอกระบบ เช่น พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475
รวมทั้งผลักดันให้ความผิดที่เกี่ยวกับหนี้นอกระบบเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมาย ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) รวมทั้งสอดคล้องกับการเร่งผลักดันกฎหมายทวงหนี้ที่เป็นธรรมฉบับใหม่ ที่จะมาตีกรอบกำหนดมาตรการการทวงหนี้ที่เป็นธรรม
หกรอย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่าจะไร้หนทางซะทีเดียว หากรัฐบาลต้องการให้นโยบายนี้เป็นไปได้ก็จะต้องดำเนินการให้ชัดเจนในหลายประเด็น
ประเด็นแรก กฎระเบียบการเปิดรับนิติบุคคลยังไม่มีความชัดเจน ที่จะจูงใจให้เจ้าหนี้นอกระบบเข้าขึ้นทะเบียน ซึ่งปัจจุบัน ธปท.ก็เปิดให้บริษัทผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลมาขึ้นทะเบียนกับ ธปท.และอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีอยู่ 27 แห่ง แต่ยังมีนิติบุคคลและส่วนบุคคลอีกจำนวนมากที่ปล่อยเงินกู้โดยไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องมาขึ้นทะเบียนกับทางการ ที่จะต้องมีความยุ่งยากและต้องเสียภาษี และถูกการจับตามอง
ประเด็นที่สอง คำว่าให้คิดดอกเบี้ยเงินกู้ที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่เท่าไร และถ้ากระทรวงการคลังกำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำไปก็คงไม่มีนิติบุคคลรายใดมาทุกธุรกิจ หรือถ้าอัตราดอกเบี้ยสูงเกินไปในที่สุดภาระทั้งหมดตกใส่กับลูกหนี้เหมือนเดิม
ประเด็นสาม การกำหนดกรอบวงเงินกู้ไม่เกิน 3-5 หมื่นบาทต่อราย หลายฝ่ายต่างก็มองตรงกันว่าไม่คุ้มที่จะบริหารจัดการ และการรองรับความเสี่ยง
ประเด็นที่สี่ การเปิดให้นิติบุคคลปล่อยเงินกู้ได้ ปัญหาหนี้นอกระบบจะหมดไปหรือไม่ เมื่อผู้มีรายได้น้อยที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินในระบบไม่ว่าจะเป็นแบงก์ นันแบงก์ หรือ นิติบุคคลใหม่ ยังมีข้อจำกัด
ความพยายามนี้เป็นเรื่องดี แต่เป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ จริงๆ







