
ดูแลสมบัติสาธารณะ
เกือบ 3 สัปดาห์ นับจากวันที่ 27 ก.ค.ที่เกิดเหตุน้ำมันดิบรั่วจากท่อขนส่งน้ำมันของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือพีทีทีจีซี ล่าสุดกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลบริเวณชายหาดและพื้นที่อ่าวรอบเกาะเสม็ด จ.ระยอง
เกือบ 3 สัปดาห์ นับจากวันที่ 27 ก.ค.ที่เกิดเหตุน้ำมันดิบรั่วจากท่อขนส่งน้ำมันของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือพีทีทีจีซี ล่าสุดกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลบริเวณชายหาดและพื้นที่อ่าวรอบเกาะเสม็ด จ.ระยอง
ปรากฏว่า บริเวณอ่าวพร้าวมีสารปรอทในน้ำทะเลสูงเกินมาตรฐานถึง 29 เท่า มีการเตือนให้หลีกเลี่ยงการเล่นน้ำทะเลในพื้นที่ดังกล่าว และจากนี้จะมีการตรวจสอบน้ำทะเลทุก 3 สัปดาห์ นอกจากนี้ปะการังบริเวณอ่าวพร้าวยังกลายเป็นปะการังฟอกขาว 5080% โดยมีนักวิชาการเตือนแล้วว่าปะการังบริเวณดังกล่าวอาจจะถูกฟิล์มน้ำมันบดบังแสงอาทิตย์จนไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้
ผลตรวจสอบนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่เปิดเผยออกมา หลังจากหลายฝ่ายได้ตั้งข้อสังเกตถึงผลกระทบของน้ำมันดิบต่อระบบนิเวศและแสดงให้เห็นว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเฉพาะต่อธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท ชาวประมงชายฝั่งเท่านั้น แต่ยังทำความเสียหายให้กับธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
ในเวลาไล่ๆ กัน กระทรวงพลังงานรายงานคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับผู้ได้รับผลกระทบที่ขอรับการเยียวยา 1,250 ราย แบ่งเป็น 4 กลุ่ม โดย 3 กลุ่ม คือโรงแรมรีสอร์ท ผู้ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ และกลุ่มอื่นๆ อยู่ระหว่างเจรจา ส่วนผู้มีอาชีพประมง ได้ให้เงินชดเชยแล้ว 117 ราย รวม 3.51 ล้านบาท
แต่สำหรับระบบนิเวศที่เสียหาย น้ำทะเลที่ปนเปื้อน กลับไม่มีรายงานว่า จะให้พีทีทีจีซีชดเชยเยียวยาอย่างไร มีเพียงบอกว่าพีทีทีจีซีจะจ่าย คพ.ค่าสำรวจสารปนเปื้อน 3 ล้านบาทเท่านั้น
นอกจากนี้ หากพีทีทีจีซีไม่ดำเนินการชดเชย รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร หน่วยงานใดจะเป็นเจ้าภาพ ทั้งที่สิ่งเหล่านี้เป็นสมบัติสาธารณะที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบดูแล
เทียบกับกรณีที่หากประชาชนคนไทยทั่วไปขับรถชนเสาไฟฟ้า โดยเป็นอุบัติเหตุเช่นเดียวกัน ผู้ขับขี่รถยนต์ไม่ได้ตั้งใจจะกระทำผิดเช่นเดียวกัน แต่ก็ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายภูมิภาคหรือการไฟฟ้านครหลวง เจ้าของเสาไฟฟ้า เพราะถือเป็นสมบัติสาธารณะที่มีหน่วยงานรัฐเป็นเจ้าของ
ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นที่รัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาว่าจะให้พีทีทีจีซีรับผิดชอบความเสียหายต่อสมบัติสาธารณะที่เกิดขึ้นอย่างไร และใช้กรณีนี้เป็นมาตรฐานต่อไปว่า หากเอกชนทำความเสียหายต่อสภาพแวดล้อมทั้งบนบกและในทะเลต้องรับผิดชอบอย่างไร
แทนที่จะปล่อยให้เป็นคำถามที่ไร้คำตอบ ไร้ความรับผิดชอบจากหลายฝ่ายเหมือนในปัจจุบัน







