posttoday
เชื่อมการศึกษากับงานปรับสมดุลโครงสร้างแรงงานแก้วิกฤต

เชื่อมการศึกษากับงานปรับสมดุลโครงสร้างแรงงานแก้วิกฤต

23 เมษายน 2553

...ยงยุทธ แฉล้มวงษ์

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาคนว่างงานไปพร้อมกับการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะ กลุ่มแรงงานระดับล่างสุดและบนสุดกำลังขาดแคลนขั้นวิกฤต เหตุเพราะแผนการผลิตกำลังคนไร้ทิศทาง ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ทั้งระดับภูมิภาคและระดับประเทศ มีผู้เรียนจบมาทุกระดับการศึกษา แต่กระจุกตัวบางสาขาและมีปัญหาคุณภาพ ตลาดแรงงานขยายตัว มีความต้องการแต่หาคนทำงานไม่ได้

ดังนั้น รัฐบาลต้องพิจารณาเชื่อมโลกการเรียนและการทำงาน ปรับโครงสร้างแรงงานให้สมดุลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ

ถ้าพิจารณาจากข้อมูลปัจจุบันจะพบว่าการผลิตกำลังคนของประเทศไทยมีปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างความต้องการกำลังคนและการผลิตกำลังคนของประเทศ เนื่องจากมีการนำข้อมูลความต้องการแรงงานไปใช้ในการกำหนดแผนการผลิตน้อยเกินไป สถาบันหรือสถานศึกษาต่างๆ เลือกผลิตกำลังคนไปตามขีดความสามารถทางทรัพยากรของตนเอง (Supply Driven) มีการเปิดสอนในสาขาซ้ำๆ เหมือนๆ กัน ทำให้มีจำนวนผู้จบการศึกษาออกมามาก แต่มีปัญหาด้านคุณภาพ แรงงานส่วนหนึ่งไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ จึงเกิดปัญหาคนว่างงานไปพร้อมๆ กับการขาดแคลนกำลังคน

จุดอ่อนของโครงสร้างแรงงานไทย คือการมีแรงงานส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิตไม่เป็นทางการ เช่น ประกอบอาชีพส่วนตัวหรือช่วยงานครอบครัว มีรายได้ไม่แน่นอน มีผลต่อรายได้มวลรวมของประเทศ และมีโครงสร้างการจ้างงานที่ยังคงพึ่งพาแรงงานระดับล่างมากเกินไป

โดยในปี 2551 มีการจ้างงานในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือต่ำกว่า คิดเป็นสัดส่วน 70% ของการจ้างแรงงานในทุกระดับการศึกษา ประมาณ 21 ล้านคน จากวัยแรงงานทั้งหมด 36 ล้านคน มีผู้ประกอบการที่ติดกับดักการใช้แรงงานที่มีการศึกษาต่ำ (ต่ำกว่า ม.ต้น) และไม่สามารถหลุดพ้นวัฏจักรนี้ไปได้ในเวลาอันใกล้นี้

จากที่กล่าวมาล้วนเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาความไม่สอดคล้องของความต้องการกำลังคนและการผลิตกำลังคนของประเทศ ซึ่งจะยังคงอยู่กับตลาดแรงงานไทยไปอีกหลายปี

ในขณะที่กลุ่มแรงงานที่จบในระดับปริญญาตรีมีสัดส่วนการว่างงานสูงกว่าแรงงานในระดับการศึกษาอื่นๆ ซึ่งก็มีการผลิตมากเกินความต้องการของตลาดแรงงานในทุกระดับการศึกษา เกิดปัญหาการว่างงาน และมากสุดในระดับปริญญาตรีที่มีผู้ว่างงานเฉลี่ยสะสมทุกปี 30% ของผู้จบการศึกษา

ขณะที่ตลาดแรงงานขยายตัวมีความต้องการ มีตำแหน่งงานรองรับ แต่ไม่สามารถสรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าทำงานได้

ข้อมูลที่ยืนยันได้คือการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เรื่องความต้องการแรงงานของสถานประกอบการ พ.ศ. 2551 พบว่าในระดับปริญญาตรีทุกสาขามีความต้องการทั้งหมดจำนวน 46,553 คน แต่ยังขาดแคลนอยู่ถึง 29,372 คน ขณะที่มีผู้ว่างงานในระดับนี้ถึง 91,192 คน ถือเป็นความไม่สอดคล้องของอุปสงค์และอุปทานที่เกิดขึ้นได้ในทุกสาขาวิชาที่จบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นสาขาคอมพิวเตอร์ สาขาวิศวกรรมศาสตร์ หรือสาขาสังคมศาสตร์

ขณะที่ในปี 2551 ประเทศไทยมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลาย เฉลี่ยเกือบปีละ 3 แสนคน ในขณะที่มีผู้สำเร็จการศึกษาในระดับอาชีวศึกษา (ปวช. และ ปวส.) เฉลี่ยเกือบปีละ 4 แสนคน

แต่มีสัดส่วนการเข้าสู่ตลาดแรงงานน้อยมาก เนื่องจากต้องการเรียนต่อเพื่อให้ได้เงินเดือนที่สูงขึ้น สถานประกอบการจึงหันไปใช้แรงงานที่จบการศึกษาในระดับต่ำกว่าแทน (ต่ำกว่า ม.ต้น) การใช้แรงงานกลุ่มนี้มีความตึงตัวมากเนื่องจากมีความต้องการมากเกินจำนวนแรงงาน โดยแรงงานกลุ่มนี้เข้าสู่ตลาดแรงงานได้เพียงครึ่งหนึ่งของความต้องการ จึงทดแทนด้วยการนำเข้าแรงงานต่างด้าวทั้งที่ถูกและผิดกฎหมายราว 2 ล้านคน

ส่วนตลาดแรงงานในระดับ ปวช.เป็นตลาดแรงงานที่เล็กมาก มีความต้องการมากกว่าจำนวนแรงงานที่ผลิตได้เฉลี่ยปีละ 23 หมื่นคน

ขณะที่ตลาดแรงงานระดับ ปวส.มีแนวโน้มความต้องการมากกว่าแรงงานระดับ ปวช. เพราะยอมทำงานต่ำกว่าระดับการศึกษาที่จบ ซึ่งนับเป็นการสูญเปล่าทางการศึกษาอย่างมาก

เมื่อดูความต้องการกำลังคนในภาคการผลิตและบริการ พบว่าสถานประกอบการมีความต้องการแรงงานในทุกระดับการศึกษา โดยผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับ ปวช. และระดับปริญญาตรีเป็นระดับการศึกษาที่สถานประกอบการต้องการในจำนวนที่ใกล้เคียงกันประมาณ 4.7 หมื่นคน แต่ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีมีมากเกินความต้องการจึงมีผู้ว่างงานในระดับนี้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาธุรกิจและการบริการมีจำนวนผู้ว่างงานมากกว่าจำนวนที่ผู้ประกอบการต้องการเกือบ 2 เท่า

และในระดับการศึกษาอื่นๆ ส่วนใหญ่จะมีการผลิตกำลังคนเกินกว่าความต้องการของผู้ประกอบการหรือคุณภาพของผู้ที่สำเร็จการศึกษาในระดับนั้นๆ ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการได้

แต่ในทุกกลุ่มแรงงานยังมีช่วงห่าง (GAP) ระหว่างระดับความสามารถด้านต่างๆ กับความคาดหวังของสถานประกอบการ ซึ่งแรงงานไทยยังขาดคุณสมบัติพื้นฐานที่สถานประกอบการต้องการอยู่มาก โดยเฉพาะความสามารถในด้านคอมพิวเตอร์ ภาษาต่างประเทศ และทักษะในการวิเคราะห์แก้ไขปัญหา แต่ก็มีจุดเด่นที่นายจ้างพอใจ คือ ความขยัน อดทน มีระเบียบวินัยในการทำงาน

“ปัญหาของโครงสร้างแรงงานไทยขณะนี้ คือการขาดแคลนแรงงานระดับล่างสุดและแรงงานระดับสูงซึ่งอยู่ในขั้นวิกฤต จนต้องนำเข้าแรงงานต่างด้าวมาทดแทน ส่วนการผลิตแรงงานของไทยยังมีปัญหาทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพและไม่สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละภูมิภาคซึ่งมีจุดเน้นของความต้องการแรงงานแตกต่างกัน”

ทางออกของการแก้ไขปัญหาความไม่สอดคล้องของโครงสร้างแรงงานดังกล่าว คือต้องเชื่อมโลกการศึกษากับโลกของงานให้เป็นเรื่องเดียวกัน และวางแผนการผลิตกำลังคนที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในสาขาการเกษตร สาขาอุตสาหกรรม และสาขาบริการ

ซึ่งในอนาคตทิศทางการพัฒนาของโครงสร้างแรงงานไทยจะเป็นไปในแนวทางเดียวกับทั่วโลก เน้นภาคการผลิตและบริการเป็นหลัก

แรงงานสำคัญๆ ที่ต้องการจะอยู่ในด้านค้าส่ง ค้าปลีก ธุรกิจบริการ โรงพยาบาล การขนส่งทางบกและตัวแทนธุรกิจการท่องเที่ยว การก่อสร้างและการผลิต สายอาชีพที่ขาดแคลนได้แก่ แรงงานในด้านการผลิต/แรงงานทั่วไป ผู้จัดการฝ่ายผลิต/ฝ่ายปฏิบัติการด้านการผลิต (อุตสาหกรรมผลิตต่างๆ เหมืองแร่ ไฟฟ้า ก๊าซและประปา) และพนักงานขับรถยนต์บรรทุกขนาดเล็กและรถตู้ ฯลฯ

กลยุทธ์หนึ่งที่ควรนำมาใช้ด้านการศึกษา คือการนำระบบการเรียนซ้ำชั้นหรือซ้ำวิชากลับมาใช้เพื่อเน้นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้กับนักเรียน ส่วนในระดับอุดมศึกษาควรเน้นและเข้มงวดด้านคุณภาพมากกว่าจำนวน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันจัดทำระบบฐานข้อมูลเกี่ยวกับอุปสงค์อุปทานแรงงานที่น่าเชื่อถือและแลกเปลี่ยนระหว่างกันได้

รวมทั้งควรจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (Nation Qualifications Institute) ดูแลด้านมาตรฐานวิชาชีพ ภายใต้กรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (Nation Qualifications Framework ; NQF) ซึ่งควรผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ

ที่ผ่านมาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ได้รับมอบหมายจากสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ทำการศึกษาความต้องการกำลังคนเพื่อวางแผนการผลิตและการพัฒนากำลังคนของประเทศ เพื่อปรับปรุงระบบการศึกษาให้สามารถผลิตกำลังคนได้ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ ผลการศึกษาได้เสนอ 10 ยุทธศาสตร์ด้านการศึกษา การฝึกอบรม ยุทธศาสตร์เร่งด่วน และยุทธศาสตร์ด้านคุณวุฒิวิชาชีพ

ยุทธศาสตร์เร่งด่วน คือการใช้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์เพื่อสนับสนุนการพัฒนากำลังคนของไทยและบรรเทาปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญชั้นสูง เช่น สร้างความสมดุลการใช้กำลังคนที่มีความสามารถสูงจากในประเทศและต่างประเทศ ด้วยการนำเข้าผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเพื่อการถ่ายทอดและต่อยอดเทคโนโลยีในระยะสั้นให้กับบุคลากรของไทย โดยเฉพาะในภาคการผลิตและสถาบันการศึกษา

ส่วนยุทธศาสตร์ด้านคุณวุฒิวิชาชีพเป็นการนำระบบคุณวุฒิวิชาชีพมาเป็นเครื่องมือในการลดความไม่สอดคล้องของอุปสงค์อุปทานในตลาดแรงงาน

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69