
ทีวีดิจิตอลดันธุรกิจพรึ่บ
แห่จดทะเบียนตั้งธุรกิจรอประมูลทีวีดิจิตอลกว่า 600 ราย กลุ่มสามารถฯ โดดร่วมวง
แห่จดทะเบียนตั้งธุรกิจรอประมูลทีวีดิจิตอลกว่า 600 ราย กลุ่มสามารถฯ โดดร่วมวง
“พาณิชย์” เผยธุรกิจเกิดใหม่เดือนก.ค. 6,403 ราย เพิ่มขึ้น 14% เหตุผู้ประกอบการแห่ตั้งรอการประมูลทีวีดิจิตอล ส่วนยอดปิดกิจการมี 1,400 ราย เพิ่ม 0.1%
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ในเดือน ก.ค. 2556 มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัททั่วประเทศจำนวน 6,403 ราย เพิ่มขึ้น 14% เทียบกับเดือน ก.ค. 2555 ซึ่งเป็นตัวเลขการจัดตั้งบริษัทที่สูงสุดเป็นอันดับ 3 ในรอบ 111 ปี นับตั้งแต่มีการรับจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัท มีทุนจดทะเบียนมูลค่า 3.07 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% เทียบกับก.ค. 2555 ส่งผลให้การจดทะเบียนในช่วง 7 เดือน ปี 2556 มีธุรกิจจดทะเบียนใหม่ 4.27 หมื่นราย เพิ่มขึ้น 20% เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา โดยมีทุนจดทะเบียนรวม 2.51 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้มีผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจเพิ่มสูงขึ้นในเดือนก.ค. เป็นผลจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยและในประเทศอาเซียนมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่อง โดยกิจการที่จัดตั้งมากที่สุด คือ บริการด้านวิทยุและโทรทัศน์ 602 ราย เพื่อรอการประมูลการให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล (ทีวีดิจิตอล) รองลงมาเป็นก่อสร้างอาคารทั่วไปและอสังหาริมทรัพย์
“ปกติการจดทะเบียนด้านบริการวิทยุและโทรทัศน์มีไม่มาก แต่ในเดือน ก.ค. มีแบบก้าวกระโดด ซึ่งวิเคราะห์แล้วว่าคงต้องจดทะเบียนรองรับการเปิดให้บริการทีวีดิจิตอล” นายณัฐวุฒิ กล่าว
สำหรับ แนวโน้มการจดทะเบียนของกลุ่มก่อสร้างอาคารทั่วไปและอสังหาริมทรัพย์ จะมีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ประกอบการต้องการเปิดกิจการรองรับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านของรัฐบาล โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าซื้อที่ดินในต่างจังหวัดล่วงหน้าแล้วจนส่งผลให้ราคาที่ดินมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อยู่ใกล้กับเส้นทางรถไฟฟ้า
ทั้งนี้ มีการประเมินว่าในปี 2556 ภาพรวมการจดทะเบียนธุรกิจจะมากกว่า 7 หมื่นราย ซึ่งเป็นอัตราที่สูงสุดในประวัติศาสตร์ และเพิ่มจากปีที่ผ่านมาที่มีการจดทะเบียนประมาณ 6.3 หมื่นราย
สำหรับการจดทะเบียนเลิกกิจการในเดือน ก.ค. 2556 มีจำนวน 1,400 ราย เพิ่มขึ้น 0.1% เทียบกับเดือน ก.ค. 2555 โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2556 มีการจดทะเบียนเลิกกิจการรวม 6,791 ราย ลดลง 3% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ปัจจัยหลักที่ทำให้มีการจดทะเบียนเลิกกิจการ มาจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนนิติบุคคลยังไม่ได้ประกอบกิจการ เพราะประมูลงานไม่ได้เลย รองลงมาเป็นเรื่องของผลตอบแทนที่ต่ำ การขาดทุนจากธุรกิจ รวมถึงปัญหาความขัดแย้งของผู้ถือหุ้น เป็นต้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ และบริการอื่นๆ
“ตัวเลขปิดกิจการอยู่ในระดับที่ไม่น่าเป็นห่วง เพราะมีสัดส่วนที่น้อยกว่าตัวเลขเปิดกิจการถึง 6 เท่าตัว โดยผู้ที่ปิดกิจการเมื่อไม่สามารถประมูลงานได้บางรายก็หันไปทำอาชีพอย่างอื่น ขณะที่บางรายก็ปิดกิจการแล้วหันไปเปิดใหม่ด้วยการหาผู้ร่วมทุนรายอื่นที่มีศักยภาพแทน”
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงต่อการจัดตั้งธุรกิจใหม่ยังคงต้องติดตามในเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการจดทะเบียนธุรกิจโดยรวม
ขณะที่ ยอดสะสมของการจดทะเบียนจนถึงวันที่ 31 ก.ค. 2556 มีห้างหุ้นส่วนบริษัทจำกัดดำเนินกิจการอยู่ทั่วประเทศจำนวน 5.55 แสนราย มีทุนจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 10.82 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น บริษัทจำกัด 3.77 แสนราย บริษัทมหาชนจำกัด 1,021 ราย และห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 1.77 แสนราย
นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังจะเกิดขึ้นในหลายส่วน เช่น ธุรกิจทีวีดิจิตอลที่กสทช. ได้ให้ใบอนุญาตผู้ให้บริการโครงข่ายไปแล้ว 4 ราย คือ ช่อง 5, 11, 9 และ ไทยพีบีเอส ซึ่งต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ให้รองรับระบบดิจิตอล คาดว่าต้องใช้งบกว่า 1 หมื่นล้านบาท ในส่วนของโครงข่าย และยังมีใบอนุญาตรอจัดสรรอีก 2 ราย ซึ่งจะต้องประมูลและลงทุนอีกหลายพันล้านบาท โดยกลุ่มบริษัท สามารถฯ จะเข้าเสนอทั้งการติดตั้งอุปกรณ์ให้กับ 4 ผู้ให้บริการและเข้าประมูลใบอนุญาตโครงข่ายเองด้วย
นอกจากนี้แนวโน้มการลงทุนอื่นๆ ในธุรกิจโทรคมนาคมยังเป็นไปในทิศทางที่สดใส โดยเฉพาะโครงการลงทุนโครงข่าย 3จี เฟส2 ของบริษัท ทีโอที และยังมีโครงการอื่นๆ ของการท่าอากาศยาน, กรุงเทพมหานคร มีมูลค่ารวมมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท ถือว่าโครงการภาครัฐมีส่วนช่วยกระตุ้นการลงทุนในครึ่งปีหลังได้เป็นอย่างดี ซึ่งทั้งหมดกลุ่มบริษัท สามารถฯ มีความมั่นใจว่าจะชนการประมูล 90% ของโครงการทั้งหมด และจะทำให้ปีนี้มีรายได้ตามเป้า 3 หมื่นล้านบาท จากครึ่งปีแรก กลุ่มบริษัทสามารถฯ มีรายได้ 1.1 หมื่นล้านบาท กำไร 711 ล้านบาท เติบโตขึ้นมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา







