
บทเรียนโลกไม่เคยจำชาติแตกแยก เศรษฐกิจมีแต่เจ๊ง...!
...ทีมข่าวต่างประเทศ
จากความโกลาหลและเหตุวินาศกรรมที่เกิดขึ้นรายวัน ทำให้เราปฏิเสธไม่ยากว่าขณะนี้ไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความหวาดผวาโดยแท้
เสียงระเบิดกลางกรุงเทพฯ จนถึงเมืองชายแดนภาคใต้กำลังขับไล่ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และกำลังข่มขวัญนักธุรกิจในประเทศไม่ให้เคลื่อนไหวด้วยความมั่นใจ นี่คือความหวาดผวาที่กำลังคร่าชีวิตพื้นฐานความมั่งคั่งของประเทศ
ความหวาดผวานี้กำลังกัดกร่อนความมั่งคั่งของประเทศอย่างรวดเร็ว จนอาจทำให้ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นประเทศที่ล้าหลังที่สุดในหมู่เพื่อนบ้านระดับชั้นเดียวกัน
ยุคแห่งความหวาดผวา ความโกลาหล และอนาธิปไตยขนาดย่อมๆ ที่เกิดขึ้นกลางเมืองหลวง หาใช่ประสบการณ์ที่ไทยเผชิญเป็นประเทศแรก และเพียงลำพังเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายประเทศที่เผชิญกับหายนะขนาดย่อมๆ เช่นเดียวกับไทยมาแล้ว
คำถามสำคัญก็คือ ประเทศเหล่านี้ต้องประสบกับผลพวงใดบ้าง และแสวงหาหนทางใดในการรับมือและฟื้นคืนพื้นฐานเศรษฐกิจที่ถูกบ่อนทำลายลงไปพร้อมกับการวินาศกรรม
สเปนเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดประเทศหนึ่ง ไม่ว่าจะด้วยความเป็นประเทศที่มีระบอบการปกครองใกล้เคียงกับไทย และยังมีรูปแบบความขัดแย้งที่คล้ายคลึงกันในบางสถานการณ์
หากไม่นับความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างสงครามกลางเมืองแล้ว สเปนยังเผชิญกับความรุนแรงและความสูญเสียยืดเยื้อจากการก่อวินาศกรรมโดยฝีมือของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวบาสก์ และยังไม่นับกลุ่มหัวรุนแรงชาวต่างชาติที่เพิ่งเข้ามาก่อความวุ่นวายในสเปนเมื่อเร็วๆ นี้ โดยเฉพาะในเหตุการณ์วางระเบิดรถไฟในกรุงมาดริดเมื่อปี 2547
สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการก่อวินาศกรรมโดยกลุ่มแบ่งแยกดินแดนแคว้นบาสก์ มีผลกระทบ 2 ระดับ ระดับแรกบั่นทอนความมั่งคั่งของแคว้นบาสก์อย่างหนักหน่วง ระดับต่อมากระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการลงทุนในสเปนโดยรวม
สำหรับผลกระทบระดับแรก จะเห็นได้จากการที่แคว้นบาสก์เคยเป็นหนึ่งในแคว้นที่มั่งคั่งที่สุดในสเปน ในช่วงทศวรรษที่ 70 ก่อนที่เหตุวินาศกรรมยืดเยื้อจะระเบิดขึ้น แคว้นนี้มีอันดับความมั่งคั่งอยู่ที่ 3 เมื่อคำนวณจากรายได้ต่อหัว แต่เมื่อการก่อวินาศกรรมเกิดขึ้นแคว้นบาสก์หล่นลงมาอยู่ที่อันดับ 6
ไม่เพียงเท่านั้น นับตั้งแต่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบลงมือ ปรากฏว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน (จีดีพี) ของแคว้นบาสก์ดิ่งฮวบลงมาถึง 10%
ผลพวงนี้ยังเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ไปถึงเศรษฐกิจระดับประเทศ ดังจะเห็นได้จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เข้าในสเปนลดลงถึง 13.5% ต่อปี จากการสำรวจเมื่อปี 2539 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ความขัดแย้งยังคุกรุ่น
สถานการณ์เดียวกันนี้ยังเกิดขึ้นกับกรีซ ซึ่งเหตุวินาศกรรมโดยกลุ่มหัวเอียงซ้าย ทำให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศดิ่งลงถึง 11.9% ต่อปี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการก่อเหตุวินาศกรรมยืดเยื้อยาวนานหลายปี และส่วนหนึ่งเป็นเพราะบางกลุ่มมุ่งเป้าโจมตีธุรกิจการเงิน และธุรกิจของชาวต่างชาติ
เมื่อหันมาดูที่กรณีของอังกฤษจะพบเงื่อนไขและสถานการณ์ที่ไม่ต่างจากสเปนและไทยมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอังกฤษในยุคที่ยังคงเผชิญกับการก่อวินาศกรรมโดยกลุ่มแบ่งแยกดินแดนไอร์แลนด์เหนือ (ไออาร์เอ)
เหตุก่อวินาศกรรมโดยกลุ่มก่อการร้ายภายในที่เป็นที่จดจำมากที่สุดครั้งหนึ่งคือ เหตุระเบิดที่เมืองแมนเชสเตอร์เมื่อปี 2539 ไม่เพียงเขย่าขวัญนักลงทุนในศูนย์กลางเศรษฐกิจของเมืองแมนเชสเตอร์ แต่ยังทำให้ธุรกิจประกันภัยของอังกฤษต้องจารึกเอาไว้ว่า เป็นหายนะด้วยน้ำมือมนุษย์ที่สร้างความเสียหายมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยเงินประกันชดเชยที่สูงถึง 411 ล้านปอนด์ ขณะที่ธุรกิจ 400 รายในรัศมีของแรงระเบิดได้รับผลกระทบไม่น้อย
ผลกระทบต่อภาคธุรกิจของย่านดาวน์ทาวน์เมืองแมนเชสเตอร์ เป็นภาพที่ไม่ต่างกันมากนัก หากนำมาสะท้อนถึงเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับย่านดาวน์ทาวน์ของกรุงเทพฯ ผิดกันก็แต่เพียงย่านดาวน์ทาวน์เมืองแมนเชสเตอร์พบกับ
“ระเบิด” เพียงลูกเดียว แต่ย่านดาวน์ทาวน์ของกรุงเทพฯ พบกับ “ระเบิดในเชิงสัญลักษณ์” ที่ยืดเยื้อและสร้างความเสียหายไม่น้อยไปกว่ากัน9 ปีหลังจากเกิดเหตุสะเทือนขวัญที่เมืองแมนเชสเตอร์ ชาวอังกฤษต้องขวัญกระเจิงจากเหตุวินาศกรรมรถไฟใต้ดินในกรุงลอนดอนถึง 2 ครั้งซ้อนในเดือน ก.ค. 2548 เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมโหฬารโดยเฉพาะความเชื่อมั่นในตลาดทุน
นอกจากเหตุวินาศกรรมโดยกลุ่มก่อการร้ายแล้ว การเผชิญหน้าโดยอาวุธของกองกำลัง 2 ฝ่ายในประเทศหนึ่งๆ ยังมีต้นทุนจากความขัดแย้ง หรือ Cost of conflict ที่สูงไม่แพ้กัน ดังเช่นความรุนแรงภายในของประเทศในทวีปแอฟริกา 23 ประเทศ ได้ทำลายมูลค่าทางเศรษฐกิจลงถึง 15% สูญเสียเป็นตัวเงินเฉลี่ย 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐในแต่ละปี
อย่างไรก็ตาม เหตุวินาศกรรม ความโกลาหลขนาดย่อมๆ และสงครามกลางเมืองเหล่านี้ หาได้มีอำนาจทำลายล้างเศรษฐกิจจนย่อยยับไม่ ตรงกันข้าม หากมีวิสัยทัศน์ที่แหลมคมมารองรับ บวกกับการมองเห็นโอกาสในวิกฤต
ณ ขณะนี้แคว้นบาสก์กลับกลายเป็นแคว้นที่มั่งคั่งที่สุดในสเปน ด้วยรายได้ต่อหัวที่สูงกว่าระดับเฉลี่ยของสหภาพยุโรป (อียู) ถึง 40% และสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ ในสเปนถึง 33.8% ทั้งๆ ที่การก่อวินาศกรรมโดยกลุ่มแบ่งแยกดินแดนยังไม่จบสิ้นลงโดยสมบูรณ์
ความสำเร็จทางเศรษฐกิจที่สวนทางกับเสถียรภาพด้านความมั่นคงดังกรณีของแคว้นบาสก์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการวางรากฐานด้านอุตสาหกรรมที่มั่นคงเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ที่สำคัญก็คือ ต้องพยายามแยกการพัฒนาทางเศรษฐกิจออกจากความโกลาหลทางการเมือง ซึ่งแคว้นบาสก์ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้มานานนับศตวรรษของการลุกฮือของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนและการก่อวินาศกรรม
รากฐานนี้เป็นฐานเดียวกับที่รัฐบาลและภาคธุรกิจของอังกฤษร่วมกันวางไว้เป็นมาตรการรองรับเหตุฉุกเฉินหลังจากการก่อวินาศกรรมรถไฟใต้ดินที่กรุงลอนดอน ด้วยการวางช่องทางการหารือเป็นการเฉพาะระหว่างภาครัฐและธุรกิจการเงิน ที่เรียกว่า Secret Chatroom เพื่อรักษาเสถียรภาพในช่วงเวลาที่เกิดความวุ่นวายขึ้น
ความสำเร็จของแคว้นบาสก์ และกระบวนการรับมือของอังกฤษ จะเป็นตัวอย่างให้กับไทยที่กำลังจมปลักอยู่ในห้วงแห่งความหวาดผวา ที่ดูราวกับจะไร้จุดสิ้นสุดครั้งนี้
หาไม่แล้วไทยจะประสบกับชะตากรรมเดียวกับประเทศในทวีปแอฟริกา ที่มูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากความวุ่นวายภายใน มีมูลค่าเท่ากับงบประมาณที่นำมาใช้พัฒนาประเทศ
หรือไม่ก็ต้องพบกับวิกฤตการเงินยืดเยื้อไปพร้อมๆ กับภัยคุกคามของกลุ่มหัวเอียงซ้ายหัวรุนแรงดังเช่นกรีซ ด้วยเหตุรัฐบาลกรีซไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะรักษา
“นิติรัฐ”แม้จะยังไม่อาจสลัดจากนานาปัญหา แต่ไทยไม่ควรพบกับชะตากรรมเช่นนั้น!







