
หยุดอำนาจมิชอบ
การสร้างสังคมประชาธรรมไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากรัฐบาลมีท่าทีใช้อำนาจคุกคามแทรกแซงพื้นที่ประชาธิปไตยของประชาชน
การสร้างสังคมประชาธรรมไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากรัฐบาลมีท่าทีใช้อำนาจคุกคามแทรกแซงพื้นที่ประชาธิปไตยของประชาชน
การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ที่มี พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์นั่งเป็นผู้บังคับการ จะจับตาการใช้โซเชียลมีเดียประเภทต่างๆ โดยเฉพาะการแชตไลน์ของประชาชนโดยทั่วไป ถือเป็นหนึ่งในพฤติการณ์ไม่เอื้อต่อการสร้างบรรยากาศประชาธิปไตย
ท่าทีนี้สังคมโดยทั่วไปเข้าใจโดยทันทีว่า นี่คือความพยายามในการใช้อำนาจคุกคามเสรีภาพของประชาชน และมีเจตนาละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว
แม้อ้างว่าจะดำเนินการเฉพาะกลุ่มผู้กระทำผิด 3 ประเภท คือ 1.กระทบความมั่นคงของรัฐ 2.กระทบกับความปลอดภัยของประชาชน และ 3.กระทบต่อศีลธรรมอันดี
แต่หาก ปอท.บริสุทธิ์ใจ ไม่มีนัยแอบแฝงทางการเมือง ไม่จำเป็นต้องยกสารพัดเหตุผลมาป่าวประกาศให้เปลืองเวลา ใครมีพฤติการณ์เข้าข่ายการกระทำผิดตามที่อ้างมา สามารถใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ดำเนินคดีได้ทันที มีรายละเอียดระบุไว้ชัดเจนว่า มีอำนาจดำเนินการอย่างไร กรณีใดจะต้องขออนุญาตจากศาลหรือไม่
ลงมือปฏิบัติจับกุมผู้กระทำความผิด แล้วเปิดแถลงต่อสาธารณะถึงผลปฏิบัติการรักษาความมั่นคงของชาติ น่าจะได้รับคำสรรเสริญมากกว่าจะสร้างความเคลือบแคลงสงสัยต่อสาธารณะ
ในทางตรงกันข้าม ปอท.กลับทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องเอิกเกริก เสมือนจงใจเขียนเสือให้วัวกลัว ซึ่งคิดเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากจะทำให้ผู้คนในสังคมเข้าใจว่า ทาง ปอท.รับงานมาข่มขวัญชาวออนไลน์ที่มีพฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลเสียมากกว่า
ข้อสมมติฐานดังกล่าวสอดรับกับคำกล่าวของผู้การ ปอท. เองที่บอกว่า คนที่ชอบไลค์ ชอบแชร์ในโซเชียลมีเดีย ก็เข้าข่ายการกระทำผิดทำนองนี้ด้วย
การดำเนินการของท่านผู้การ ปอท. จึงดูจะเข้าข่ายกระทำผิดตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ซึ่งหลักการสากลยอมรับกันเป็นการทั่วไปว่า สิทธิความเป็นส่วนตัวจะต้องได้รับความคุ้มครอง
ดังนั้น ปอท.จะต้องทบทวนการดำเนินการดังกล่าว เพื่อไม่ให้หน่วยงานรัฐแห่งนี้ต้องมัวหมอง และตกเป็นผู้ต้องหาข้าทาสรับใช้อำนาจอันเหิมเกริมบิดเบี้ยวความจริงเพียงเพื่อสนองประโยชน์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยมิชอบ ซึ่งจะขัดขวางการสร้างสังคมประชาธรรมอันพึงปรารถนาของทุกคน







