
ทำไมเดินส่งสส.เข้าสภา?
การต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษฯ เป็นการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ในสังคมไทย สู้กันด้วยการกระทำตามกรอบความคิดที่แตกต่างกัน
การต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษฯ เป็นการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ในสังคมไทย สู้กันด้วยการกระทำตามกรอบความคิดที่แตกต่างกัน
ตั้งแต่การสกัดร่างแรกในสภาปีที่แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ได้เปิดเวที “ผ่าความจริง” รายสัปดาห์เวียนไปจังหวัดต่างๆ เมื่อวันพุธที่แล้วมีประชาชนมาร่วมขบวนเดินส่งสส.ประชาธิปัตย์ เข้าสภา มามากเกินคาดและร่วมกันอย่างสันติอารยะ
เมื่อ สส.เดินผ่านด่านกั้นมาถึงหน้าประตูสภา ดิฉันได้เห็นการปรบมือของตำรวจในชุดปราบจลาจลกลุ่มสุดท้ายที่ตั้งแถวรอรับ ตีความว่าเขาแสดงความขอบคุณที่ประชาธิปัตย์ไม่พามวลชนฝ่าด่านเข้ามาทั้งๆ ที่สามารถทำได้
ทำไมประชาชนถึงออกมา?
ม็อบเชิงสัญลักษณ์จะมีผลอะไรได้?
พรรคการเมืองส่วนใหญ่ในประเทศไทยเป็นเพียงฉากหน้าของ “ธุรกิจการเมือง” เศรษฐกิจนอกระบบที่ไม่เสียภาษีและมักกระทำผิดกฎหมาย เสมือนบริษัทไม่จดทะเบียนที่ลงทุนจ้างคนมาเป็นนักการเมืองและทำกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการซื้อเสียง ทำทุกวิถีทางให้ได้เสียงข้างมากเพื่อกุมอำนาจรัฐ แล้วก็หาผลประโยชน์ผ่านการทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อคืนทุนและสร้างกำไร ชายคนหนึ่งเคยกล่าวว่า การเมืองเป็นธุรกิจที่น่าลงทุนมากที่สุด
ประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองเดียวที่เป็นสถาบันมีการยึดมั่นในหลักกฎหมาย จริยธรรม และการใช้นโยบายที่ยั่งยืน ด้วยฐานเสียงและทรัพยากรที่น้อยกว่า จึงพ่ายแพ้ต่อธุรกิจการเมืองที่ไม่มีข้อจำกัดในการดำเนินงาน
สำหรับประชาชนที่ร่วมอุดมการณ์เดียวกับประชาธิปัตย์ การใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายที่ผ่านมาของฝ่ายเสื้อแดง รวมถึงการ “ตัดตอนความจริง” ตามแนวร่าง พ.ร.บ.นิรโทษฯ เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ เพราะใครผิดสมควรได้รับโทษ หากสำนึกผิดก็อาจอภัยโทษกันได้ จึงทำให้พวกเขามาร่วมต่อสู้ด้วยการชุมนุมและเดินส่ง สส.ประชาธิปัตย์ เข้าสภา
ใน “ประชาธิปไตย” ของคนประชาธิปัตย์ เสียงข้างมากต้องรับฟังเสียงข้างน้อย และทุกฝ่ายต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ว่าเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือผู้ชุมนุม จึงไม่แปลกที่บางฝ่ายมองว่าประชาธิปัตย์ไม่มีน้ำยาที่ไม่เอาม็อบบุกสภา หรือสร้างการกดดันเหมือนอย่างที่ฝ่ายเสื้อแดงหรือแม้แต่พันธมิตรเคยทำ
อย่างไรก็ดี การกดดันนอกสภาครั้งนี้ได้ผลระดับหนึ่งแล้ว ถึงแม้ฝ่ายเพื่อไทยจะหักดิบให้ร่างกฎหมายนิรโทษฯ ฉบับ วรชัย เหมะ ผ่านวาระที่ 1 แต่ไม่ได้มีการนำร่างอื่นๆ ที่คล้ายคลึงแต่นิรโทษฯ กว้างขวางกว่า เข้ามาพิจารณาร่วมกันเหมือนอย่างธรรมเนียมปฏิบัติ
จากนี้ต้องคอยดูการพิจารณาในวาระที่ 2 ซึ่ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามาเป็นกรรมาธิการเอง อาจไม่มีการผลักดันให้นิรโทษฯ ไปถึงคดีทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ยังมีเรื่องอื่นที่จะต่อสู้กันถึงที่สุด
เส้นแบ่งของการนิรโทษฯ ประชาชนที่ชุมนุมอย่างบริสุทธิ์ใจ กับบุคคลที่จงใจก่อการร้าย ฆ่า เผา และหมิ่นพระมหากษัตริย์ โดยอ้างว่าเป็นการ “แสดงออกทางการเมือง” นั้น เป็นจุดแตกหัก
รวมทั้งเส้นแบ่งของผู้ตามกับผู้บงการที่ร่าง พ.ร.บ.นี้กำหนดว่าจะไม่นิรโทษฯ
ม็อบเชิงสัญลักษณ์น่าจะมีผลต่อเส้นแบ่งต่างๆ ที่จะยื้อกันในวาระที่ 2 และ 3 ว่าจบลงตรงไหน
เพื่อให้สังคมไทยสมานฉันท์ได้ เรื่องที่มาของชายชุดดำ การเผา และข้อกล่าวหา “อภิสิทธิ์ฆ่าประชาชน” สมควรจะได้พิสูจน์ความจริงเพื่อให้กระบวนการปรองดองตามมาตรฐานสากลเกิดขึ้นได้ ทั้งจากฟากเสื้อแดงและฝ่ายตรงข้าม ผู้นำประชาธิปัตย์เองประกาศแล้วว่าจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แม้มั่นใจว่าตนบริสุทธิ์ แต่หากศาลตัดสินว่าผิดก็จะยอมรับ
มวลชนฟากประชาธิปัตย์ได้ยอมรับผลการเลือกตั้ง ยอมรับการเป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย แม้นโยบายประชานิยมใหญ่ๆ การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ตลอดจนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องกล้ำกลืน แต่ก็ยังไม่ถึงกับทำให้ออกมาสู่ท้องถนน
ความเป็นนักธุรกิจของผู้อยู่เหนือรัฐบาลอาจขีดเส้นการฝืนหลักกฎหมายและจริยธรรมโดยไม่ปล่อยให้บานปลาย เพื่อรักษาผลประโยชน์ที่ยังจะเก็บเกี่ยวได้อีกจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว แต่หากความดื้อรั้นที่จะเอาชนะมีมากกว่า... หรือหากไม่สามารถคุมกลุ่มเสื้อแดงได้ เช่น กรณีศาลตัดสินว่าบางอย่างโดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.นี้ผิดรัฐธรรมนูญ...
ใน “ประชาธิปไตย” ของพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดง เสียงข้างมากอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าจะทำอะไรย่อมชอบธรรม
หากเส้นแบ่งลงเอยในจุดที่รับไม่ได้ สำหรับประชาชนที่ร่วมขบวนเดินส่ง สส.ประชาธิปัตย์เข้าสภาในสัปดาห์ที่แล้ว คงคาดเดายากว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป สิ่งที่เสียงข้างน้อยเคยกล้ำกลืนรับก็อาจจะรับไม่ได้ และคงจะมีคนออกมาร่วมในท้องถนนมากกว่าเดิม
แม้ประชาธิปัตย์จะชี้นำมวลชนไม่ให้ทำผิดกฎหมาย แต่กลุ่มเสื้อแดงนิยมใช้ความรุนแรงถึงต้องผลักดันนิรโทษกรรมในวันนี้และได้ประกาศแล้วว่าหากมีการ “เป่านกหวีด”เมื่อใด พวกเขาจะออกมารบด้วย ถ้ารัฐบาลไม่ปกป้องดูแลประชาชนที่ออกมา เหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดก็อาจเกิดขึ้นได้
ไม่ต้องพูดถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะนำสู่วิกฤตความเชื่อมั่นซึ่งคุกรุ่นอยู่แล้วจากนโยบายประชานิยมที่เป็นปัญหา แต่สังคมไทยจะยิ่งร้าวฉานมากไปกว่าทุกวันนี้







