
ซัดคุมไลน์...เผด็จการ
พลันที่ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
โดย...ทีมข่าวในประเทศ
พลันที่ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.ปอท.) ประกาศจะควบคุมตรวจสอบการสนทนาผ่านระบบสุดฮิตอย่าง “Line” หรือ ไลน์ แอพพลิเคชันยอดนิยมบนโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน โดยอ้างเพื่อความมั่นคงของชาติก็สร้างแรงต่อต้านรัฐบาลอย่างหนักหน่วง
พล.ต.ต.พิสิษฐ์ แถลงตอกย้ำช่วงบ่ายวันที่ 13 ส.ค. อีกครั้ง คราวนี้ไม่เพียงแต่จับตาการใช้ไลน์ ยังระบุว่าจะครอบคลุมถึงโปรแกรมแชตอื่นอีกด้วย
“เราพบว่าขณะนี้แนวโน้มการกระทำความผิดออนไลน์สูงขึ้น ปอท.เห็นปัญหาจึงได้เข้าไปสืบสวนหาคนกระทำความผิดในโซเชียลมีเดีย เป้าหมายที่ได้จับตามองคือ ผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย 3 ประเภท ได้แก่ 1.กระทบความมั่นคงของรัฐ 2. กระทบความปลอดภัยของประชาชน 3.กระทบศีลธรรมอันดี
พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ขยายความว่า ได้แบ่งกลุ่มผู้กระทำความผิดในไลน์ที่เฝ้าระวังการส่งข้อความไว้ 4 กลุ่ม คือ 1.ผู้ซื้อขายอาวุธปืน 2.ซื้อขายยาเสพติด 3.ผู้ที่เกี่ยวข้องการค้าประเวณี 4.กลุ่มผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ขายสินค้าปลอม โดยมีการเฝ้าจับตาจาก มีผู้แจ้งเข้ามา ตรวจพบจากเจ้าหน้าที่ ปอท. และสมาชิกแจ้งข่าวที่รับสมัครจากประชาชน
“ถ้าเราพบว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นก็จะขอข้อมูลจากผู้ให้บริการส่งแอ็กเคาต์ว่าผู้กระทำความผิดติดต่อกับแอ็กเคาต์ไหนบ้าง โดยที่เราไม่ดูเนื้อหาหรือคอนเทนต์ เพราะถือว่าได้กระทำความผิดแล้วผมก็ขอตักเตือนคนที่ชอบไลค์ ชอบแชร์ เพราะการกดไลค์ทำให้เพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือให้กับข้อมูลที่ผิดพลาดมากขึ้น” ผบก.ปอท. กล่าว
เช่นเดียวกัน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ต้องการเข้าไปจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และแอพพลิเคชันดังกล่าวคงไม่ไปเกี่ยวข้องหรือเป็นภัยต่อความมั่นคง แต่ถ้าจะติดตามตรวจสอบน่าจะเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลมากกว่า
ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) กล่าวว่า การตรวจสอบข้อความที่ส่งผ่านแอพพลิเคขันไลน์ถือเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวอย่างชัดเจน เนื่องจากไลน์เป็นการสื่อสารและส่งข้อความระหว่างบุคคล ถือเป็นสิทธิส่วนตัว ไม่ใช่เป็นการโพสต์ให้สาธารณะได้เห็น ดังนั้น หาก ปอท.จะใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือใช้กฎหมายอาญาก็ต้องขอหมายศาลเพื่อตรวจสอบก่อน
ทศพล กล่าวอีกว่า การใช้อำนาจของ ปอท. อาจเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญ ในเรื่องการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะเป็นการสุ่มตรวจล่วงหน้า ซึ่งด้วยเหตุผลทั้งการกระทำความผิดทั้งหลักกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศก็เป็นไปได้ที่บริษัทเนเวอร์ของไลน์จะไม่อนุญาตให้ ปอท.เข้าไปสอบ
“เชื่อว่าผู้ผลิตแอพพลิเคชันจะคำนึงถึงสิทธิความเป็นส่วนตัวของลูกค้ามากกว่าจะให้ ปอท.เข้าไปตรวจสอบ เนื่องจากที่ผ่านมามีบทเรียนหลายครั้งว่าเมื่อใดก็ตามที่ผู้ใช้งานรู้สึกไม่ปลอดภัย หรือรู้สึกว่าถูกจับตามองอยู่ก็จะเลิกใช้งานไปเอง แต่ที่ผ่านมาจะเห็นชัดว่ากลยุทธ์หลายอย่างของไลน์คำนึงถึงตัวผู้ใช้ เนื่องจากมีกิจกรรมส่งเสริมการขายจำนวนมาก เช่น แจกสติกเกอร์ฟรี เป็นต้น” อาจารย์ มช. กล่าว
ไม่ต่างจาก สุริยะใส กตะศิลา แกนนำกลุ่มกรีน ที่ยกมือคัดค้าน พร้อมระบุว่าการเข้ามาควบคุมของตำรวจถือเป็นการได้คืบจะเอาศอก
“ความคิดแบบนี้ถือเป็นพฤติกรรมที่บ้าอำนาจ คงกลัวกันว่าจะเป็นการปลุกระดมคน ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่”
เขาบอกว่าจะไปยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนในวันที่ 14 ส.ค. เพื่อคัดค้านเรื่องนี้อย่างเต็มที่ พร้อมขอให้ดูกฎหมายของตำรวจ ปอท. ว่ามีข้อไหนเข้าข่ายละเมิดสิทธิของประชาชนบ้าง จะได้ฟ้องร้องศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
ด้าน นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า การดำเนินการของ ปอท. ไม่ต่างจากการดักฟังโทรศัพท์ เข้าข่ายละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 35 และ 36 ดังนั้น หาก ปอท. มองว่าการใช้ไลน์เป็นภัยต่อความมั่นคง ก็ต้องหาเหตุผลมาชี้แจงว่าไลน์เป็นสิ่งผิดกฎหมายและต้องยุบไลน์ทิ้งไปจากประเทศไทย ไม่ใช่เลือกที่จะใช้อำนาจเข้าแทรกแซงเช่นนี้
“รัฐบาลไม่มีสิทธิอ้างเหตุผลว่าแทรกแซงการใช้ไลน์เพื่อหาข่าว เพราะรัฐบาลมีสำนักข่าวกรองแห่งชาติ หรือแม้แต่ตำรวจสันติบาล การใช้ตำรวจเข้าแทรกแซงนอกกลไกเช่นนี้ จะทำให้รัฐไทยเป็นรัฐตำรวจ กลายเป็นเผด็จการ” นพ.นิรันดร์ กล่าว
ด้าน บริษัท ไลน์ คอร์ปอเรชั่น ออกแถลงการณ์ว่า ทาง ไลน์ คอร์ปอเรชั่น ยังไม่ได้รับคำขออย่างเป็นทางการจากทาง ปอท. ทั้งนี้ ไลน์ยังคงมีนโยบายหลักรักษาข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานและยังคงรักษามาตรฐานความปลอดภัยในระดับสากล
วันเดียวกัน เครือข่ายพลเมืองเน็ต ออกแถลงการณ์เรียกร้องใน 5 ประเด็น อาทิ ผู้บังคับใช้กฎหมายต้องดำเนินการตามที่ระบุในกฎหมาย และหยุดการ “ขอความร่วมมือ” อย่างไม่เป็นทางการจากผู้ให้บริการ ตำรวจและรัฐบาลไทยต้องหยุดการกระทำที่ทำให้เกิดความกลัวในหมู่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต รวมทั้งหยุดการใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ อย่างพร่ำเพรื่อ







