
พักหนี้กระตุ้นเสรษฐกิจ
รัฐบาลกำลังดิ้นเฮือกสุดท้ายที่จะหาทางกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ด้วยการสั่งระดมสมองจากทุกกระทรวง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
รัฐบาลกำลังดิ้นเฮือกสุดท้ายที่จะหาทางกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ด้วยการสั่งระดมสมองจากทุกกระทรวง ทบวง กรม จัดทำแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมาเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา
การระดมสมองหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาดูเหมือนจะไม่เกิดผลเป็นรูปธรรมในการเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามที่รัฐบาลคาดหวัง เพราะส่วนใหญ่จะเป็นมาตรการเก่ามาปัดฝุ่นใหม่ ภาคเอกชนจึงไม่ให้ราคากับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 มาตรการหลัก 20 มาตรการย่อย ที่ผ่านความเห็นชอบของ ครม.เมื่อเร็วๆ นี้ มากนัก
ปัญหาของการชะลอตัวลงของการบริโภคภาคเอกชน มาจากของแพงและหนี้ท่วมซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลแก้ไม่ตก
อาจจะมีข้อถกเถียงเรื่องของแพงที่รัฐบาลอาจจะว่าไม่แพง แต่ถ้าเดินสอบถามชาวบ้านร้านตลาด ทุกคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าของแพง
หากพิจารณาอัตราเงินเฟ้อดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปหรืออัตราเงินเฟ้อเดือน ก.ค. 2556 กระทรวงพาณิชย์รายงานว่าเท่ากับ 105.42 หรือสูงขึ้น 2% หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการสูงขึ้นในอัตราที่ชะลอลง จากที่เพิ่มขึ้น 2.25% ในเดือน มิ.ย. 2556 โดยเป็นการชะลอตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และเป็นการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 44 เดือน
ส่วนเงินเฟ้อเฉลี่ยในระยะ 7 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ค.) ของปีนี้ สูงขึ้น 2.6% ถือว่าต่ำกว่าที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ไว้ และมั่นใจว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลง และอาจจะต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ในกรอบ 2.83.4% ตามสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง
ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคบอกชัดเจนว่า เงินเฟ้อไม่สูง แถมยังต่ำลง ชาวบ้านจะบอกว่าของแพง อาจจะเป็นการคิดกันไปเองหรือเปล่า
หากเข้าไปพิจารณาต้นทุนการดำรงชีวิต (Cost of Living) ของประชาชน โดยเฉพาะคนเมืองที่เป็นกลุ่มคนที่บ่นมากที่สุดว่าของแพง จะพบว่ารายจ่าย 40% หมดไปกับค่าอาหาร 30% หมดไปกับค่าเดินทางและยานพาหนะ ที่เหลือเป็นรายจ่ายอื่นๆ
70% ของรายจ่ายหมดไปกับการใช้จ่ายที่มีราคาสูง โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป ทั้งในห้างสรรพสินค้าและหาบเร่แผงลอย ปรับราคาขึ้นไป 5-15 บาท จะหาข้าวแกงราคาจานละ 20 บาทกินแทบไม่มี ราคาปัจจุบันขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 30-40 บาท
ส่วนค่าเดินทางก็อยู่ในระดับสูง และทางเลือกในการใช้ยานพาหนะก็มีให้เลือกไม่มาก จึงเป็นที่มาของการชักหน้าไม่ถึงหลัง ฉะนั้นจึงมีเงินเหลือออกไปใช้จ่ายด้านอื่นๆ และออมแค่ 30%
ประเด็นเรื่องหนี้ท่วมครัวเรือน ก็เป็นเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตือนมาตลอดว่าครัวเรือนไทยมีหนี้สูงถึง 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แล้ว และในการแถลงตัวเลขเศรษฐกิจครั้งล่าสุด ธปท.ระบุตรงๆ เลยว่า สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และซื้อที่อยู่อาศัยขยายตัวสูงมาก และเป็นหนี้เสียในอัตราสูงเช่นกัน
ทั้งหนี้ที่เกิดจากการซื้อรถยนต์และซื้อบ้านนั้น เป็นภาระระยะยาว ผูกพันไปกับครัวเรือนจนกลายเป็นรายจ่ายประจำต่อเนื่องหลายปี
การเช่าซื้อรถยนต์นั้น หากเป็นการซื้อตามโครงการรถยนต์คันแรกที่รัฐบาลสนับสนุน คนซื้อจะต้องเป็นหนี้อย่างต่ำ 4 ปี หากไม่ถือครองรถยนต์ตามเกณฑ์ ก็จะโดนเรียกภาษีสรรพสามิตที่เว้นให้คืน กลายเป็นซื้อรถยนต์แพงโดยไม่จำเป็น ส่วนหนี้บ้านนั้น จะเป็นหนี้อย่างต่ำ 10 ปี บางรายอาจยาวนานไปถึง 30 ปี
ดังนั้น คนที่มีหนี้จากการซื้อบ้านและรถ กำลังซื้อจะหดตัวลงโดยปริยาย จะให้กำลังซื้อเพิ่มขึ้นก็จะต้องลดหนี้ลง
ปัญหาจึงกลายเป็น การบริโภคเอกชนหดตัว ไม่ใช่ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ เงินมี ไม่ได้ถูกเลิกจ้างตกงาน ตัวเลขอัตราการว่างงานของคนไทยยังอยู่ในอัตราที่ต่ำมาก บางอุตสาหกรรมเกิดการขาดแคลนแรงงานเสียด้วยซ้ำ แต่เพราะจะต้องเจียดรายได้ไปใช้หนี้ก่อน จึงเหลือมาใช้จ่ายด้านอื่นน้อยลง
ดังนั้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล หากใช้มาตรการด้านราคามาใช้ อาทิ จัดมหกรรมขายสินค้าลดราคาเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ อาจจะไม่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภค กลุ่มที่มีหนี้ต่อให้ราคาถูกก็ซื้อไม่ได้ เพราะเงินไม่พอ หากอยากซื้อก็จะต้องก่อหนี้เพิ่มอีก หรืออาจจะต้องดึงเงินออมออกมาใช้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดีสำหรับความมั่นคงในอนาคต
ดังนั้น การจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีที่สุดก็คือ การพักหนี้ การล้างหนี้ หรือการชะลอการจ่ายหนี้ให้กับประชาชน เพื่อสร้างกำลังการบริโภค
หรือใช้วิธีการแจกเงินดื้อๆ เพื่อให้ประชาชนไปใช้จ่ายเงินเหมือนที่รัฐบาลเคยแจกเช็คช่วยชาติ เป็นต้น
แต่การจะใช้มาตรการดังกล่าว จะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่อาจจะไปสร้างปัญหาระยะยาว และหากพิจารณาด้วยเหตุและผลแล้ว รัฐบาลไม่สามารถดำเนินการได้
โครงการพักหนี้ แก้หนี้รายย่อย หากรัฐบาลจะทำก็ต้องไปทำกับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งขณะนี้หลายแห่งก็อ่อนแรงจากปัญหาหนี้เสีย เป็นมือไม้ให้รัฐบาลไม่ได้ หากจะใช้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ก็คงจะลำบาก เพราะหนี้ค่าข้าวที่จะต้องคืนให้กับ ธ.ก.ส.ในโครงการรับจำนำข้าวก็ยังค้างอยู่หลายหมื่นล้าน
แต่หากรัฐบาลจะดำเนินการจริง ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ แต่จะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่รัฐบาลจะทำ
ส่วนจะใช้วิธีการฉีดเงินออกมาโดยตรงก็ลำบาก เนื่องจากฐานะการคลังยังขาดดุลอยู่ และไม่มีอะไรการันตีได้ว่ารัฐบาลจะได้เงินคืนกลับมาในรูปของภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีอื่นๆ อีกทั้งจะทำให้เห็นว่ารัฐบาลไม่มีวินัยการคลัง
จากนี้ไป เราจะเห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลออกมาเป็นระยะ แต่ก็ไม่สามารถมองเห็นผลเป็นรูปธรรมได้
การกระตุ้นเศรษฐกิจจะสำเร็จได้ ไม่จำเป็นจะต้องใช้เงินเพียงอย่างเดียว ที่แย่ที่สุดก็คือ รัฐบาลไม่สามารถสร้างบรรยากาศความเชื่อมั่น ซึ่งมีผลทางจิตวิทยากับผู้บริโภคได้ เพราะสถานการณ์ในประเทศก็ยังคุกรุ่นไปด้วยความขัดแย้งจากการนำเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
ฉะนั้น การที่เศรษฐกิจจะเดินหน้าหรือถอยหลัง รัฐบาลจะต้องทำคู่ขนานทั้งใช้เงินและสร้างบรรยากาศความเชื่อมั่นให้คนใช้จ่าย ซึ่งเป็นงานที่ไม่ง่ายในสถานการณ์เศรษฐกิจเช่นนี้







