
คุณแม่ยุคใหม่
ผมเขียนบทความนี้ในวันแม่แห่งชาติ จึงขออนุญาตท่านผู้อ่านเขียนเรื่องอะไรเบาๆ ที่เกี่ยวกับผู้หญิงสักวันหนึ่ง
ผมเขียนบทความนี้ในวันแม่แห่งชาติ จึงขออนุญาตท่านผู้อ่านเขียนเรื่องอะไรเบาๆ ที่เกี่ยวกับผู้หญิงสักวันหนึ่ง
ท่านผู้อ่านเคยสังเกตุบ้างมั้ยว่า เดี๋ยวนี้ถ้าท่านเผอิญมีความจำเป็นต้องเข้าไปในสถาบันการเงินแห่งไหนก็ได้ เพื่อฝากเงินหรือถอนเงิน หรือแม้แต่จะเข้าไปขอกู้เงิน ท่านจะเห็นพนักงานที่คอยให้บริการท่านเป็นผู้หญิงแทบทุกสำนักงาน จะยกเว้นบ้างคือ รปภ. หรือพนักงานรักษาความปลอดภัย
ยิ่งถ้าท่านเดินเข้าไปช็อปปิ้งในห้างสรรพสินค้า ไม่ว่าจะเป็นพนักงานขายหรือพนักงานคิดเงินก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้หญิง จะว่าไปแล้วเหตุผลที่มีแต่ผู้หญิงทำงาน เพราะเป็นงานเบาๆ งานบริการก็ไม่ใช่ เพราะถ้าท่านสังเกตดูไซต์งานก่อสร้าง จะเป็นคนผสมปูน แบกหินก็เป็นผู้หญิงอีก จนผมอดสงสัยไม่ได้ว่า เดี๋ยวนี้ผู้ชายทั้งแท่งอย่างผมหายไปไหนหมด
จะว่าเริ่มเลียนแบบต่างประเทศ ที่ผู้ชายอยู่บ้านเลี้ยงลูกให้เมียไปทำงาน ก็ไม่น่าจะใช่อีก เพราะยังไม่เคยเห็นผู้ชายไทยอยู่บ้านเลี้ยงลูก ทำกับข้าว ปัดกวาดบ้านแทนผู้หญิงซักที
เท่าที่เห็น แม้แต่ผู้หญิงที่ออกไปทำงานนอกบ้าน กลับมาถึงบ้านก็ยังต้องทำงานบ้านเลี้ยงลูกอยู่ดี ตรงนี้ผิดพลาดต้องขออภัยด้วย เพราะเห็นอย่างนี้จริงๆ
ด้วยความสงสัย ผมเลยลองศึกษาคำตอบดูเล่นๆ ว่า ผู้ชายไทยหายไปไหนหมด ทำไมไม่ทำการทำงาน ไปทำอะไรอยู่ที่ไหน ถึงมีแต่ผู้หญิงทำงานในออฟฟิศ ในโรงงาน หรือแม้แต่ในไซต์งานก่อสร้าง
ผมเองเมื่อเร็วๆ นี้ ไปดูโรงงานผลิตอาหารและโรงงานสิ่งทอ ปรากฏว่าคนงานทั้งในโรงงานและในสำนักงานเกือบ 100% จำนวนหลายพันคนเป็นผู้หญิง โรงงานแห่งหนึ่งแม้แต่ รปภ.ก็ยังเป็นผู้หญิง เอาว่าแม้แต่ผู้บริหารสูงสุดของประเทศก็ยังเป็นผู้หญิงใช่ไหมครับ ไม่นับผู้หญิงที่เป็นนายธนาคาร เป็นกรรมการ เป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทใหญ่ๆ ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เป็นผู้บริหารสูงสุดห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ของประเทศ
แม้แต่ในรถขายกับข้าวในหมู่บ้านผม คนขาย คนเก็บเงินก็เป็นผู้หญิง ผู้ชายมีหน้าที่แค่ขับรถตระเวนขาย และกลัวผู้หญิงในรถยิ่งกว่าหนูกลัวแมว
สรุปแล้ว ดูเหมือนว่าประเทศไทยกำลังถูกขับเคลื่อนโดยผู้หญิง ส่วนผู้ชายอันตรธานไปจากระบบ ทั้งในระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง กระนั้นหรือ
เมื่อตอบคำถามคาใจว่า ผู้ชายหายไปไหนหมด ผมเลยไปลองค้นข้อมูลการประมาณการประชากรไทยในปี 2556 ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคมของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้ประมาณการว่าปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนประชากรทั้งสิ้นรวมประมาณ 64,623,000 คน แบ่งออกตามเพศ (ที่เป็นทางการ หญิงชาย ผู้เขียน) ได้ดังนี้ คือ เพศหญิง 33,185,000 คน และเพศชาย 31,438,000 คน แนวโน้มในอีก 20 ปีข้างหน้า จำนวนผู้หญิงจะเพิ่มเป็น 34,126,000 คน ส่วนผู้ชายจะเพิ่มเป็น 31,633,000 คนเท่านั้น
ก็แปลว่าปัจจุบันประเทศนี้มีประชากรผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 1,747,000 คน และอีก 20 ปีข้างหน้า จะมีประชากรเพศหญิงมากกว่าเพศชายถึง 2,493,000 คน
ที่เป็นอย่างนี้มีหลายสาเหตุที่จะพูดถึงต่อไป แต่ผลการวิจัยบอกว่า อายุเฉลี่ยของผู้หญิงไทยยาวกว่าผู้ชายถึง 7 ปี คือ อายุเฉลี่ยของผู้หญิงอยู่ที่ 78.1 ปี ส่วนอายุเฉลี่ยของผู้ชายอยู่ที่ 71.1 ปีเท่านั้น
ผมเห็นสถิติแล้ว ทำให้มีกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป เพราะถึงจะแก่ขึ้นทุกวัน ก็ยังพอมีความหวังลมๆ แล้งๆ อยู่บ้างว่า จะมีใครมองนอกจากคนที่บ้าน ตามหลักอุปสงค์และอุปทานว่า อะไรที่ขาดแคลนก็ยังพอขายได้ ถึงแม้คุณภาพจะด้อยไปบ้าง ส่วนตัวเลขเปรียบเทียบจำนวนผู้หญิงกับผู้ชายที่ว่านี้ คงพอตอบคำถามได้บางส่วนว่า ผู้ชายหายไปไหนจากออฟฟิศและโรงงาน
ส่วนอีกสาเหตุหนึ่ง น่าจะเป็นเพราะผู้ชายส่วนหนึ่งจำนวนประมาณสักล้านคน น่าจะไปติดอยู่ในกองทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับอีกจำนวนหนึ่งผมไม่แน่ใจว่าเท่าไร แต่คงเป็นหลักหลายแสน คงบวชเป็นพระหรือบาทหลวงอยู่ตามโบสถ์และวัดวาอาราม ทำให้จำนวนผู้ชายที่ทำงานในภาคเศรษฐกิจต่างๆ ลดลงไปอีกจำนวนไม่น้อย
ผมค้นพบอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ชายหาย คงเนื่องจากตามกฎหมายแรงงานห้ามผู้หญิงทำงานในเหมืองแร่ หรืองานก่อสร้างที่ต้องทำใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ ในอุโมงค์ หรือปล่องภูเขา งานที่ต้องทำบนนั่งร้านที่สูงกว่าพื้นดิน 10 เมตรขึ้นไป และงานผลิตหรืองานขนส่งวัตถุระเบิด หรือวัตถุไวไฟ
เพราะฉะนั้น ผมเลยคิดได้ว่า ถ้าอยากตามหาผู้ชายที่หายไปจากออฟฟิศหรือโรงงาน หรือไซต์งานก่อสร้างปกติ ก็ต้องให้ตามไปดูในเหมืองแร่ใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ ในอุโมงค์ หรือในปล่องภูเขา หรือไม่ก็ต้องปีนขึ้นไปดูบนนั่งร้านที่สูงกว่าพื้นดิน 10 เมตรขึ้นไป ตามที่กฎหมายแรงงานกำหนด ส่วนผู้ชายบางส่วนคงล้มหายตายจากไป เพราะเอาแต่ผลิตวัตถุระเบิดหรือวัตถุไวไฟ ถ้าไม่นับรวมถึงผู้ชายวัยรุ่นที่ไล่แทง ไล่ยิง ปาระเบิดใส่กันตามศูนย์การค้า ก่อนมีอายุครบเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพราะวัยรุ่นหญิงที่เห็นตามคลิป อย่างมากก็แค่ทำร้ายร่างกายตบตีกัน ยังไม่ถึงขั้นใช้เครื่องทุ่นแรงอย่างวัยรุ่นชาย จึงมีโอกาสเข้าสู่ตลาดแรงงานมากกว่า
สำหรับสาเหตุอื่นที่มีการวิเคราะห์กันทางโซเชียลมีเดียว่า จำนวนแรงงานชายหายไป เพราะป่วยเป็นโรคเอดส์ตาย หรือที่บอกว่ามีวิจัย (จากที่ไหนไม่ระบุ) ว่าในจำนวนประกรที่เป็นชายไทย 10 คน มีชายแท้เพียง 2 คนนั้น ผมไม่ค่อยจะเชื่อถือนัก เพราะดูไม่ออก และถึงจะเป็นอย่างนั้นจริง ผมก็ยังนับว่าเป็นแรงงานชายอยู่ดี จึงขอตัดประเด็นสุดท้ายนั้นออกไป ใครไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร
ก็ขอจบการวิเคราะห์แบบสบายๆ สำหรับวันแม่เพียงเท่านี้ ใครสนใจก็ขอให้ไปวิเคราะห์ต่อกันเองก็แล้วกัน เพราะวัตถุประสงค์ที่หยิบเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟัง เพราะอยากให้ท่านผู้อ่านเห็นความสำคัญของบทบาทสตรีไทย ทั้งในฐานะแม่และแรงงานผู้พัฒนาเศรษฐกิจไทย ซึ่งนับวันจะทวีคูณขึ้นทุกวัน ไม่ใช่เป็นแค่ช้างเท้าหลังของผู้ชายอีกต่อไป
ที่ต้องยกย่องสตรีไทย คือ ในขณะที่ต้องเข้ามาทำงานนอกบ้านมากขึ้น ก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลยการทำหน้าที่ของความเป็นแม่ที่ดีให้ด้อยลงแต่ประการใด
และแม่ที่ดีเหล่านี้ก็ไม่สนใจว่าจะได้เป็นแม่ตัวอย่างที่อุปโลกน์ให้หรือไม่ เพราะคุณแม่ที่ยากจน แต่สามารถเลี้ยงลูกให้เป็นพลเมืองดีคนหนึ่งของประเทศ ถึงจะไม่ร่ำรวยหรือมียศถาบรรดาศักดิ์ ก็น่าเคารพเทิดทูนกว่าแม่ของนักการเมือง หรือข้าราชการที่คอร์รัปชั่นโกงกินประเทศ หรือคหบดีที่ผูกขาดขูดเลือดขูดเนื้อชาวบ้านเป็นไหนๆ
การที่เรานำวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มาเป็นวันแม่ ก็ถือว่าเป็นเกียรติยศสูงสุด ที่ไม่มีเกียรติยศใดจะเทียบเท่าได้สำหรับคุณแม่ทุกคนอยู่แล้ว
ขอคารวะคุณแม่ทุกคนครับ







