
ไสพรบ.กู้เงิน 2 ล้านล.ตุนกระสุนรับยุบสภา
หลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรยกมือผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม พ.ศ. ... วาระแรก โดยไม่มีเหตุเภทภัยใดๆ มาคอยรบกวนใจ
โดย...จตุพล สันตะกิจ
หลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรยกมือผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม พ.ศ. ... วาระแรก โดยไม่มีเหตุเภทภัยใดๆ มาคอยรบกวนใจ น่าจะการันตีอำนาจที่กระชับแน่นในมือรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เป็นอย่างดีระดับหนึ่ง
ภารกิจชุดที่สองที่รัฐบาลกำลังผลักดันให้ผ่านสภาในวาระต่อมา คือ การเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 ในกรอบวงเงิน 2.525 ล้านล้านบาท ให้ผ่านวาระ 2 และวาระ 3 เพื่อเริ่มต้นเบิกจ่ายงบเงินบาทแรกในวันแรกของปฏิทินงบประมาณ 1 ต.ค. 2556
แน่นอนว่าการผ่านร่างกฎหมายงบปี 2557 ไม่ใช่เรื่องที่น่าจะสร้างความหนักอกหนักใจให้รัฐบาลแต่อย่างใด
แม้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกโจมตีกรณีผลาญงบประมาณในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ขาดทุนมหาศาลก็ตาม แต่เชื่อว่าไม่ระคายผิวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ คะแนนโหวตของนักการเมืองคงชูจั๊กกะแร้เชียร์จนผ่านฉลุย
แน่นอนว่าเมื่องบปี 2557 มีผลบังคับใช้ ก็จะทำให้รัฐบาลมีกระสุนเพิ่มเติมในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่หายใจรวยรินตอนนี้
ลำพังงบลงทุนที่มีอยู่ 4.41 แสนล้านบาท และงบกลางที่อยู่ในอำนาจสั่งการของนายกรัฐมนตรีอีก 3.45 แสนล้านบาท ก็ถือว่ามากโขพอที่กระชากให้ฝ่ายค้านที่ไต่บันไดลิงมาช่วงชิงต้องหงายเก๋ง
นั่นหมายความว่าในช่วง 12 เดือนจากนี้รัฐบาลจะมีเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้กรอบงบปี 2557 ไม่ต่ำกว่า 7.8 แสนล้านบาท
เมื่อผนวกกับกรอบวงเงินค้ำประกันเงินกู้ของรัฐวิสาหกิจที่จะเพิ่มจาก 4.8 แสนล้านบาท ในปีงบ 2556 เป็น 5.05 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 20%ของกรอบวงเงินงบประมาณ
เมื่อรวมกับงบลงทุน งบกลางแล้ว รัฐบาลจะมีเงินมาควักจ่ายในแผนงบประมาณต่างๆ รวมกันไม่น้อยกว่า 1.28 ล้านล้านบาท
เงินจำนวนดังกล่าวถือว่ามากโขอยู่ นี่ไม่นับเงินจาก พ.ร.ก.ลงทุนน้ำอีก 3.5 แสนล้านบาท
ทว่า ภารกิจที่สำคัญกว่า และเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่แพ้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ว่าได้ นั่นก็คือ การเร่งดันร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ กรอบวงเงิน 2 ล้านล้านบาท ที่มีระยะเวลาเบิกจ่ายเงินช่วง 7 ปี ให้ผ่านสภาออกไปโดยเร็ว
ภารกิจนี้จึงไม่ต่างกับการไสช้างออกสู้ศึกที่มีเดิมพันสูง และเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย
นั่นเพราะการผลักดันร่างกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ให้ลุล่วง ไม่ใช่เรื่องง่าย
แม้เสียงข้างมากในสภาจะยกมือผ่านได้สบายๆ แต่ภารกิจที่หนักหนาสาหัสกว่า คือ จะชี้แจงหรือมีคำอรรถาธิบายอย่างไรให้ศาลรัฐธรรมนูญเห็นพ้อง ยอมให้ร่างกฎหมายกู้เงินจำนวนมโหฬารไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
เพราะก่อนหน้ามีเสียงท้วงติงจาก คณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ว่า กฎหมายฉบับนี้ขัดรัฐธรรมนูญหลายมาตรา อาทิ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 169 ที่บัญญัติไว้ว่า “การจ่ายเงินแผ่นดินจะกระทำได้เฉพาะที่ได้อนุญาตไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย...”
ดังนั้น การตรากฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทเป็น พ.ร.บ. นอกเหนือจากวิธีการตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ จึงอาจเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ในแง่ความคุ้มค่าโครงการก็มีปัญหาไม่ต่างกัน สันติธาร เสถียรไทย ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจเอเชีย ธนาคารเครดิตสวิส ประเทศสิงคโปร์ วิเคราะห์ในรายงาน “Thailand Infrastructure Investment: Don’t Wait for the Speed Trains” ว่า โครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งใช้เงินลงทุนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทนั้น “ไม่คุ้มค่า”
สันติธาร วิเคราะห์ คือ โครงการรถไฟความเร็วสูงจะสร้างไม่เสร็จใน 7 ปี และเสี่ยงล่าช้า เพราะต้องเวนคืนที่ดิน เพราะแม้กระทรวงคมนาคมระบุว่าจะสร้างรถไฟความเร็วสูงตามแนวสายทางรถไฟเดิม แต่แนวรถไฟเดิมไม่ได้เป็นเส้นตรงทั้งหมด จึงต้องเวนคืนที่ดินเพื่อให้เส้นทางรถไฟความเร็วสูงวิ่งเป็นเส้นตรง ไม่เช่นนั้นรถไฟจะไม่สามารถเร่งเครื่องจนวิ่งได้ระดับ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ฝันที่จะเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ในเวลา 3 ชั่วโมง จึงเป็นไปไม่ได้
ขณะที่ค่าโดยสารที่แพงจะต้องใช้เวลานานกว่าจะเก็บค่าตั๋วจนคุ้มกับค่าก่อสร้าง ที่สำคัญจำนวนประชากรที่รองรับการใช้บริการรถไฟความเร็วสูงไม่มากพอ ทำให้การใช้บริการไม่มาก เพราะประเทศที่ลงทุนรถไฟความเร็วสูงคุ้มค่าจะต้องมีเมืองใหญ่ตามรายทาง อย่างน้อยต้องมีประชากรมากกว่า 6 แสนคน
ขณะที่พรรคฝ่ายค้านก็พร้อมที่จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในเรื่องของ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ว่าขัดกับกฎหมายหรือไม่ และทำให้ผิดวินัยการคลังอย่างร้ายแรงหรือไม่
ทว่า หากร่างกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ผ่านด่านหินเหล่านี้จนสำเร็จสมคิด ไม่แคล้วที่ชื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะยังคงรั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัย
ต้องยอมรับว่าวันนี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่มีทั้งอำนาจบริหารเด็ดขาด ได้รับเสียงแซ่ซ้องจากการลงพื้นที่มาตุนคะแนนไว้
คะแนนเสียงคนรากหญ้าแต่เนิ่น ทั้งทัวร์ลุ่มน้ำ 2 รอบ ทัวร์นกขมิ้นที่มีมาต่อเนื่องตั้งแต่กลางเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา อีกทั้งคุมเสียงในสภาได้เบ็ดเสร็จ แถมยังมีเงินในงบและเงินกู้นอกงบให้จับจ่ายพร้อมสรรพ
ย่อมเสมือนกับว่า มีกระสุนดินดำพร้อมรบเต็มพิกัด
หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองที่ส่งผลให้รัฐบาลจำต้องเลือกทางถอยโดยการยุบสภา เลือกตั้งคราหน้าก็ไม่แคล้วที่ยิ่งลักษณ์จะหวนคืนบัลลังก์ได้อีกสมัยอย่างไม่ต้องสงสัย
สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มองว่า การที่กฎหมาย 2 ล้านล้านบาท มีผลบังคับใช้ ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะนำเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทมาใช้ได้ทันที ยกตัวอย่างเช่น พ.ร.ก.กู้เงินลงทุนระบบน้ำ 3.5 แสนล้านบาท แม้กฎหมายมีผลแล้ว แต่ยังใช้เงินไม่ได้
“เสียง สส.ข้างมากที่รัฐบาลมีอยู่ ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จะผ่านได้ไม่มีปัญหา หากมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความและศาลเห็นว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะนำเงินมาใช้ได้เลย เพราะการก่อสร้างยังมีกระบวนการที่รออยู่ บางโครงการเกิดไม่ได้ เพราะประชาชนร้องศาลปกครองให้ระงับก็ได้” สมบัติ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ที่มีแผนลงทุนล่วงหน้า แม้เม็ดเงินจะยังไม่ออก แต่ก็มีหนทางที่นักการเมืองจะกวาดเงินที่จ่าย “ใต้โต๊ะล่วงหน้า” เข้ากระเป๋าได้
สมบัติ วิเคราะห์ว่า การที่รัฐบาลมีเม็ดเงินที่พร้อมจ่ายในมือทั้งงบประมาณปี 2557 ที่จัดสรรลงฐานเสียงผ่านโครงการต่างๆ งบลงทุนที่หลากหลายเทคนิคเรียกรับเงินจากผู้รับเหมา การใช้สถาบันการเงินเฉพาะกิจปล่อยกู้ในโครงการของรัฐ ตลอดจนเงินนอกระบบ เช่น ส่วยบ่อน ส่วยหวย ที่ไหลเข้าสู่กระเป๋านักการเมือง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงทั้งสิ้น โดยเฉพาะในยามที่ประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 6070% อยู่ในภาวะ “เชื่อมั่น ผูกพัน ศรัทธา” โดยไม่มีเหตุผล
กระสุนจากการกู้เงินลงทุน 2 ล้านล้านบาท ทำให้สถานะรัฐบาลแข็งแกร่งอย่างยิ่ง
หากถึงขั้นยุบสภาเมื่อไหร่ ก็ลุ้นกันได้ไม่ยากว่าใครจะก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีไทยในสมัยหน้า
ที่สำคัญถึงตอนนี้นั้นเงินในมือรัฐบาลมีอยู่เพียบ
แต่รัฐบาลหลังจากนั้นที่จะเข้ามาบริหารจัดการประเทศต่อไป รับประกันแบกแต่หนี้ก้อนโตจนโงหัวไม่ขึ้น







