posttoday
ความจริงเรื่องตระกูล ส.(7) คณูปการของ สปสช.

ความจริงเรื่องตระกูล ส.(7) คณูปการของ สปสช.

13 สิงหาคม 2556

ช่วงสามปีแรก พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 มี “บทเฉพาะกาล” ให้กระทรวงสาธารณสุขยังคงเป็นผู้ “ดูแล” งบประมาณเอง ปรากฏว่าเกิดปรากฏการณ์โรงพยาบาลกว่า 200 แห่ง “ขาดทุน” “จะเจ๊ง” ขณะที่อีกนับร้อยแห่ง “ร่ำรวย” มีเงินบำรุงคงเหลือหลายร้อยล้าน สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการจัดสรรเงินที่ไม่เป็น “มืออาชีพ” มีการเลือกที่รักมักที่ชัง เกิดการต่อสู้แย่งชิงงบประมาณเป็นข่าวครึกโครมยืดเยื้อ

ช่วงสามปีแรก พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 มี “บทเฉพาะกาล” ให้กระทรวงสาธารณสุขยังคงเป็นผู้ “ดูแล” งบประมาณเอง ปรากฏว่าเกิดปรากฏการณ์โรงพยาบาลกว่า 200 แห่ง “ขาดทุน” “จะเจ๊ง” ขณะที่อีกนับร้อยแห่ง “ร่ำรวย” มีเงินบำรุงคงเหลือหลายร้อยล้าน สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการจัดสรรเงินที่ไม่เป็น “มืออาชีพ” มีการเลือกที่รักมักที่ชัง เกิดการต่อสู้แย่งชิงงบประมาณเป็นข่าวครึกโครมยืดเยื้อ

ที่จริงถ้าจัดสรรอย่างโปร่งใสและอย่างมืออาชีพ แม้มีปัญหาก็แก้ไม่ยาก เพราะปีแรกๆ มีการจัดสรรงบฉุกเฉิน (Contingency Fund) ไว้ราว 5,000 ล้านบาทแล้ว จนกระทั่งใกล้หมดบทเฉพาะกาล 3 ปี กระทรวงสาธารณสุขพยายาม “ดิ้นรน” ขอต่ออายุบทเฉพาะกาลต่อไป

วันหนึ่งมีการประชุม “ผู้บริหารระดับสูง” ในกระทรวงสาธารณสุข ใกล้เวลาประชุมแล้วองค์ประชุมหายไปเกือบหมด ผู้เขียนตรวจสอบ พบว่า ทุกคนไปอยู่ในห้องรัฐมนตรี คือ พินิจ จารุสมบัติ จึงตามไปสมทบ จึงพบว่า ทุกคนกำลังโน้มน้าวให้รัฐมนตรีขอต่ออายุบทเฉพาะกาล จนกำลังจะสรุปแล้ว ผู้เขียนจึงยกมือค้านอย่างแข็งขัน คุณพินิจฟังแล้วสรุปให้เอาตาม “เสียงข้างน้อยเสียงเดียว” ของผู้เขียน ไม่ต่ออายุบทเฉพาะกาล

พออำนาจจัดสรรตกอยู่ในมือ สปสช. หลังวันที่ 1 ต.ค. ซึ่งเป็นวันเริ่มปีงบประมาณไม่กี่วัน นพ.สงวน ขึ้นเว็บไซต์แจ้งการจัดสรรงบประมาณให้โรงพยาบาลแต่ละแห่งทั่วประเทศได้หมด โรงพยาบาลทุกแห่งพอใจ แต่ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขไม่พอใจ เพราะต้องการให้แจ้งยอดรวมไปที่กระทรวงแล้วกระทรวงขอไป “บริหารภายใน” ต่อ ตามที่เห็นสมควรอีกทีหนึ่ง สุดท้าย นพ.สงวน ยอมให้ตัดส่วนหนึ่งไปให้ผู้บริหารได้ “บริหาร” บ้าง หลังจากนั้นปัญหาโรงพยาบาลส่วนหนึ่ง “เจ๊ง” ส่วนหนึ่ง “รวย” ก็คลี่คลายลง

ภายใต้การบริหารของ สปสช. ซึ่งใช้เงินเพื่อการบริหารทั้งหมดไม่ถึง 1% ของเงินกองทุน เงินงบประมาณราวร้อยละ 70 กลับเข้าสู่กระทรวงสาธารณสุข แต่เงินส่งตรงถึง “หน่วยบริการ” คือโรงพยาบาลต่างๆ เป็นส่วนใหญ่ ทำให้เกิดทั้งความเป็นธรรมและประสิทธิภาพอย่างสูง สปสช.สามารถเพิ่มสิทธิประโยชน์และพัฒนาคุณภาพได้อย่างต่อเนื่องมากมาย

ตัวอย่างเช่น ปีแรก ยาเอดส์ยังแพงมาก ยังไม่มีการจ่ายยาต้านไวรัสเอดส์ให้คนไข้ ปีต่อมาองค์การเภสัชกรรมสามารถผลิตยาเอดส์ราคาถูกลงถึง 20-25 เท่า จึงมีการให้สิทธิแก่คนไข้เอดส์ทุกราย ทำให้คนไข้เอดส์มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาก ใกล้เคียงคนปกติ คนไข้ที่ติดโรคฉวยโอกาส เคยต้องไปนอนรักษาตัวแน่นโรงพยาบาลหายไปเกือบหมด ต่อมามีการเพิ่มการให้บริการล้างไตแก่คนไข้ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย โดยเริ่มจากล้างในโรงพยาบาล ต่อมาเพิ่มการให้ล้างไตทางช่องท้องโดยให้ล้างที่บ้าน ส่งน้ำยาให้ถึงบ้าน เมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 คนไข้ล้างไตที่โรงพยาบาลเดือดร้อนมาก เพราะน้ำท่วมเดินทางลำบาก โรงพยาบาลบางแห่งปิดบริการเพราะน้ำท่วม แต่คนไข้ล้างไตทางช่องท้องเดือดร้อนน้อยกว่ามาก เพราะล้างได้เองที่บ้าน ผู้ที่ต้องอพยพหนีน้ำก็ไปล้างไตในที่พักพิงได้สบาย ต่อมามีการขยายการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ให้แก่กลุ่มเสี่ยงต่างๆ ป้องกันมิให้เจ็บป่วยซึ่งมักจะรุนแรงจนต้องเข้าโรงพยาบาล เดือดร้อนทั้งคนไข้ ญาติ และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล หลังฉีดวัคซีนคนไข้เหล่านี้ลดลงมากมาย

เรื่องการจัดซื้อยาล็อตใหญ่ๆ คือ ยาเอดส์และวัคซีน สปสช.รับไปดำเนินการเอง ปีแรกที่ซื้อยาเอดส์ลดงบประมาณลงได้ถึงประมาณพันล้านจากที่กระทรวงสาธารณสุขเคยซื้อ วัคซีนก็ใช้งบประมาณลดลงราว 30% และยังทำให้คุณภาพวัคซีนดีขึ้นด้วย เพราะเดิมกรมควบคุมโรครับภาระจัดซื้อ จึงไม่มีเวลาไปดูแลเรื่องระบบลูกโซ่ความเย็น (Cold Chain) เท่าที่ควร หลัง สปสช.จัดซื้อเอง กรมควบคุมโรคกลับไปทำหน้าที่ทางวิชาการ จึงมีการพัฒนาระบบลูกโซ่ความเย็นได้เต็มที่

ที่สำคัญ สปสช.มีการสำรอง “ยากำพร้า” เช่น เซรัมรักษาโรคคอตีบ ยาแก้พิษกรณีเป็นพิษจากหน่อไม้ปีบ เป็นต้น ยาเหล่านี้เป็นยาช่วยชีวิต แต่ไม่มีบริษัทยาผลิตหรือนำมาจำหน่ายเพราะปริมาณการใช้น้อย ยาเหล่านี้ได้อานิสงส์กับประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการด้วย

ผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาราคาแพง เช่น มะเร็ง โรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลีย ก็มีการบริหารจัดการให้ทุกคนได้รับยาและการดูแลรักษาตามมาตรฐาน มีการบริหารจัดการเรื่องที่ผู้ป่วยต้องรอคิวนาน ให้คิวสั้นลงมาก เช่น คนไข้ต้อกระจก คนไข้ที่ต้องผ่าเชื่อมเส้นเลือดหัวใจ คนไข้ที่ต้องเปลี่ยนเข่า เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีระบบ “สายด่วน 1330” ให้คำปรึกษาการใช้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง บริการเหล่านี้พัฒนาขึ้นจน “แซงหน้า” ประกันสังคมซึ่งทำมาก่อนถึง 10 ปีเศษ แต่บริหารแบบราชการจนต้องมีการปรับตัวขนานใหญ่หลังปรากฏเป็นข่าวว่า “ล้าหลัง” ไปมากแล้ว ทั้งที่ใช้งบประมาณสูงกว่า

พัฒนาการเหล่านี้ ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย หากบริหารโดยกระทรวงสาธารณสุข แม้จะมอบให้ นพ.สงวน เป็นผู้บริหาร ก็จะถูกขัดขวาง กลั่นแกล้ง “เตะตัดขา” หรือกระทั่ง “ใส่ร้ายป้ายสี” จนทำอะไรไม่ได้

เมื่อเริ่มงานของ สปสช. นพ.สงวน เริ่มรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งปอด และจะมีอายุต่อไปไม่นาน อาจจะเพียง 6 เดือนเท่านั้น แต่คุณหมอสงวนสู้ทั้งกับโรคและปัญหานานาประการจนสร้าง สปสช.ที่เข้มแข็ง ก่อคุณูปการให้แก่ประชาชนมากมาย พอหมดวาระแรก ฝ่าย “แพทย์พาณิชย์” พยายามเข้าไปยึดครอง สปสช.เพื่อดึงผลประโยชน์ จน นพ.สงวน เกือบหลุดจากตำแหน่ง โหวตได้คะแนน 13 ต่อ 13 เท่าคู่แข่ง เคราะห์ดี นพ.มงคล ณ สงขลา ในฐานะรัฐมนตรี โหวตชี้ขาดให้รับตำแหน่งเลขาธิการต่อไป จึงมีเวลาทำงานต่ออีกราว 1 ปี ก่อนเสียชีวิต

หลัง นพ.สงวน เสียชีวิต สปสช.ก็ขาดผู้นำที่มีบารมีเพียงพอ ประกอบกับฝ่ายการเมืองเปลี่ยนขั้ว ได้พรรคการเมืองที่เป็นผู้ให้กำเนิด สปสช.เข้ามามีอำนาจ น่าเสียดายที่ไม่ยึดกุมหลักการนโยบายเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง กลับมุ่ง “ยึดอำนาจ” โดยยึดบอร์ด ตั้งผู้ทรงคุณวุฒิโดย “มิชอบ” แทรกแซงองค์กรเรื่องการตั้งรองเลขาธิการ และมีพฤติการณ์ที่จะ “แสวงประโยชน์” เพื่อตนเองและพรรคพวก ซึ่งจะทำให้ประชาชนภายใต้ สปสช.กลายสภาพเป็น “คนไข้อนาถา” ไปในที่สุด

น่าสงสารคุณทักษิณที่สามารถสร้างสิ่งดีๆ ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกขึ้นมาได้ แต่กำลังถูกทำลายโดยคนรอบข้าง

ข่าวล่าสุด

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย