
สัมพันธ์จีน-สหรัฐยุคปัจจุบัน
ถ้าพิจารณาสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจในปัจจุบัน ดูเหมือนว่าสองประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ของโลกที่กุมชะตากรรมของอีกกว่า 100 ประเทศทั่วโลกจะได้แก่ สหรัฐกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งประเทศแรกมีพื้นฐานด้านความเจริญมาเป็นระยะเวลาอันยาวนานนับตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่จีนเพิ่งจะเปิดประเทศสู่การปฏิรูปเศรษฐกิจและก้าวกระโดดกลายเป็นเบอร์ 2 ด้านมหาอำนาจทางเศรษฐกิจไปในช่วงประมาณ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา
ถ้าพิจารณาสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจในปัจจุบัน ดูเหมือนว่าสองประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ของโลกที่กุมชะตากรรมของอีกกว่า 100 ประเทศทั่วโลกจะได้แก่ สหรัฐกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งประเทศแรกมีพื้นฐานด้านความเจริญมาเป็นระยะเวลาอันยาวนานนับตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่จีนเพิ่งจะเปิดประเทศสู่การปฏิรูปเศรษฐกิจและก้าวกระโดดกลายเป็นเบอร์ 2 ด้านมหาอำนาจทางเศรษฐกิจไปในช่วงประมาณ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา
ภาพรวมด้านการเมืองในต่างประเทศก็ดูเหมือนจะเป็นที่ประจักษ์ว่าประเทศที่มีผู้นำกุมอำนาจไว้นานๆ ในหลายภูมิภาค ไล่ตั้งแต่ ตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา แอฟริกาเหนือ มาจนถึงประเทศใกล้บ้านเราในอาเซียน อย่างเช่น เขมร เริ่มที่จะเห็นร่องรอยความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นปัญหาที่ทำให้บรรดาผู้นำทางการเมืองต้องมีอันหลุดจากอำนาจ หรือมีอำนาจลดน้อยถอยลงก็มักจะเป็นปัญหาเดิมๆ นั่นก็คือปัญหาด้านเศรษฐกิจหรือความกินดีอยู่ดีของประชาชน
ส่วนที่เป็นปัญหาด้านความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ ก็มักจะเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับการอ้างกรรมสิทธิ์ในทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งการอ้างสิทธิในเขตแดนที่เป็นปัญหาร่วมกัน ไปจนถึงความพยายามรวมกันเป็นกลุ่มเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เพื่อเอาไว้ต่อรองทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองบนเวทีโลก ซึ่งกำลังกลายเป็นแฟชั่นระบาดไปทั่วโลก
เมื่อหันมาดูภาพรวมทางเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน แรงโน้มถ่วงขณะนี้หันมาสู่ทวีปเอเชีย โดยเฉพาะจีนที่ถือว่าเป็นประเทศที่ทรงอิทธิพลด้านเศรษฐกิจมากรองเพียงแค่สหรัฐ ขณะที่ในยุโรป ซึ่งเผชิญปัญหามาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้วก็ยังอยู่ในช่วงของการปรับพื้นฐานให้เข้มแข็งยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี ขณะที่สหรัฐก็เผชิญปัญหามากมายด้านเศรษฐกิจภายในประเทศต้องเร่งฟื้นฟูหลายด้าน และต้องถือว่าเป็นความโชคร้ายของประธานาธิบดีโอบามา ที่ต้องมารับบทบาทผู้นำในขณะที่สถานการณ์ในสหรัฐไม่สู้ดี
กลับมาที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน ในภาพรวมแล้วถือว่าเป็นไปด้วยดีทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ในทางการเมืองสหรัฐอเมริกามักจะใช้นโยบายปิดล้อม (Containment Policy) ผ่านนโยบายทางการทูตและความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับหลายประเทศหลักๆ ในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ รวมทั้งไทย ทั้งนี้เพื่อไม่ให้จีนมีบทบาทมากจนเกินไปในเอเชีย ซึ่งสหรัฐอเมริกาว่าเป็นตลาดหลักด้านเศรษฐกิจที่สำคัญของตนเองอยู่ด้วย
ในสัปดาห์หน้าเรามาดูกันต่อครับว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนในปัจจุบันมีลักษณะเช่นใดบ้าง







