
โครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท
ตามที่รัฐบาลได้มีโครงการบริหารจัดการน้ำ โดยเริ่มจากการกำหนดแผนแม่บท นำไปสู่การตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) และเปิดให้บริษัทซึ่งผ่านการคัดเลือกกรอบแนวคิดเพื่อออกแบบก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และระบบการแก้ปัญหาอุทกภัย เสนอรายละเอียดโครงการทั้ง 9 โมดูล ตามกรอบพระราชกำหนดเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท
ตามที่รัฐบาลได้มีโครงการบริหารจัดการน้ำ โดยเริ่มจากการกำหนดแผนแม่บท นำไปสู่การตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) และเปิดให้บริษัทซึ่งผ่านการคัดเลือกกรอบแนวคิดเพื่อออกแบบก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และระบบการแก้ปัญหาอุทกภัย เสนอรายละเอียดโครงการทั้ง 9 โมดูล ตามกรอบพระราชกำหนดเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท
นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน และกลุ่มประชาชนรวม 45 คน ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนแผนการบริหารจัดการน้ำ และสั่งให้มีการทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาให้รัฐบาลปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 57 (2) และมาตรา 67 (2) โดยให้นำแผนบริหารจัดการน้ำไปจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียก่อนที่จะดำเนินการจ้างออกแบบแต่ละแผนงาน ในแต่ละโมดูล เนื่องจากมีโครงการบริหารจัดการนั้น อาจจะมีผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง
ทั้งนี้ ตามสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 57 วรรคสอง ที่กำหนดว่า “การวางแผนพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ การวางผังเมือง การกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และการออกกฎที่อาจมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียสำคัญของประชาชน ให้รัฐจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนการดำเนินการ” ประกอบกับความตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ระบุว่า “...การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพและสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้เว้น แต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน ...” กล่าวคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 67 ได้บัญญัติคุ้มครองสิทธิของชุมชนด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประชาชนในชุมชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ อนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิต โดยในวรรคสองกล่าวไว้ว่า หากมีการดำเนินการตามโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ โครงการเหล่านั้นจะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ 4 ประการ ก่อนเริ่มมีการดำเนินการดังต่อไปนี้
ประการแรก คือ ต้องจัดให้มีการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือ EIA (Environmental Impact Assessment) ประการที่สอง ต้องจัดให้มีการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ หรือ HIA (Health Impact Assessment) ประการที่สาม ต้องจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย และประการสุดท้าย ต้องจัดให้มีองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ซึ่งเป็นคนกลางให้ความเห็นประกอบ ซึ่งการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสองนี้นั้น ได้มีประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ ระเบียบปฏิบัติและแนวทางในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EIA และ HIA) สำหรับโครงการที่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ซึ่งการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนี้ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนยกร่างเซ็นสัญญาภายใน 3 เดือน
นอกจากนั้น ยังต้องมีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ EIA โดยเป็นการศึกษาผลกระทบทั้งในทางบวกและทางลบของการดำเนินโครงการต่างๆ ที่จะมีต่อสิ่งแวดล้อมในทุกๆ ด้าน ทั้งทางทรัพยากรธรรมชาติและทางเศรษฐกิจ สังคม เพื่อจะได้หาทางป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมในทางลบที่อาจเกิดขึ้นให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด ในขณะเดียวกันก็มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถฟื้นกลับคืนมาได้อย่างมีประโยชน์ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและคุ้มค่าที่สุด และมีการดำเนินการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพ (Health Impact Assessment หรือ HIA) ซึ่งเป็นกระบวนการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ แผนงาน หรือโครงการที่มีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งเชิงบวกและเชิงลบ ทั้งในระดับประเทศและท้องถิ่น เพื่อเสนอแผนงานหรือปรับปรุงการดำเนินการให้มีการป้องกันผลทางลบและส่งเสริมสุขภาพที่ดีของประชาชน
ในอดีตที่ผ่านมา เคยมีร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ พ.ศ. ... โดยมีเนื้อหาสาระสำคัญเกี่ยวกับการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย และการจัดให้มีองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ซึ่งเป็นคนกลางให้ความเห็นประกอบ แต่ไม่มีการดำเนินการยืนยันร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงทำให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ตกไป และขณะนี้ได้มีการดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่ โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไปว่า เมื่อไหร่ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับ
อย่างไรก็ตาม เพื่อการดำเนินกระบวนการพิจารณาเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอย่างครบถ้วน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ออกประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ และแนวทางในการจัดทำ “รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ” ดังกล่าวขึ้น เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการมอบภารกิจในการจัดทำ EIA และ HIA โดยให้หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบไปพิจารณาคัดเลือกบริษัทที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักนโยบายและแผนสำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สพ.) ดำเนินการแทนบริษัทเอกชน เพื่อการจัดให้มีการศึกษาและวิจัยผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เพื่อให้ได้ข้อมูลเพียงพอในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านโครงการก่อสร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำ และการแปรรูปน้ำ เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสร่วมแสดงความคิดเห็น และร่วมตัดสินใจในทางเลือกต่างๆ และการกำหนดให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายการจัดการน้ำ ถือได้ว่าเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้ให้สิทธิพื้นฐานภาคประชาชนที่สามารถมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับรัฐได้ ดังนั้นโครงการต่างๆ ที่ต้องผ่านกระบวนการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 รัฐบาลจึงยังไม่ควรระดมทุน ตราบใดที่ยังไม่มีการดำเนินการตามกระบวนการดังกล่าวอย่างครบถ้วน เนื่องจากอาจทำให้ต้นทุนในการระดมทุนในรูปดอกเบี้ยได้
ทั้งในขณะนี้รัฐบาลได้ดำเนินการเตรียมอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองกลางดังกล่าวอยู่ และคำพิพากษาของศาลปกครองกลางดังกล่าวที่กำหนดให้ต้องมีกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวลล้อม (EIA) กระบวนการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย และกระบวนการจัดให้มีองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพให้ความเห็นประกอบ ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น ก็จำกัดแต่เฉพาะโครงการใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพเท่านั้น ดังนี้หากเป็นโครงการซึ่งไม่ส่งผลกระทบดังที่กล่าวมาแล้ว เช่น โครงการการจัดทำผังการใช้ที่ดิน (Landuse Zoning) โครงการปรับปรุงระบบคลังข้อมูล ระบบพยากรณ์และเตือนภัย เป็นต้น โครงการต่างๆ เหล่านี้ก็สามารถดำเนินการระดมทุนได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 67 แต่อย่างใด
จากคำพิพากษาของศาลปกครองกลางในเรื่องโครงการบริหารจัดการน้ำนั้น เห็นได้ว่าเป็นการเปิดมิติใหม่ของศาลปกครอง ซึ่งวางหลักไว้ชัดเจนแน่นอนว่า โครงการต่างๆ ของรัฐบาลทุกโครงการนั้น หากปรากฏว่าเป็นโครงการที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ จะต้องมีการดำเนินการทุกขั้นตอนตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสองกำหนด เช่นเดียวกันกับพระราชบัญญัติเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ว่าด้วยการคมนาคมและขนส่งที่เรียกว่า โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่จะเป็นสำหรับอนาคต โดยอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ จึงต้องมีกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) กระบวนการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย และกระบวนการจัดให้มีองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพให้ความเห็นประกอบ ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 67 ด้วยเช่นกัน







