posttoday
หวังพึ่งมะกันยังยากดีมานด์ไม่แรงพอช่วยฟื้นโลก

หวังพึ่งมะกันยังยากดีมานด์ไม่แรงพอช่วยฟื้นโลก

12 สิงหาคม 2556

หลังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ประจำไตรมาส 2 ของปี 2556 ว่ามีการเติบโตถึง 1.7%

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

หลังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ประจำไตรมาส 2 ของปี 2556 ว่ามีการเติบโตถึง 1.7% ซึ่งสูงกว่าไตรมาสแรกที่ขยายตัว 1.1% และมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้าที่ 1% บรรยากาศสถานการณ์ของเศรษฐกิจทั่วโลกก็เริ่มกลับมาคึกคักขึ้นอีกครั้ง

เหตุผลเพราะนักลงทุนทั่วโลกต่างคาดหวังว่า การฟื้นคืนของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกอย่างสหรัฐจะสามารถเกื้อหนุนให้ภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันสลัดหลุดจากความซบเซาได้อย่างเด็ดขาด รวมถึงก้าวเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนชดเชยกรณีที่จีน มหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกเริ่มมีปัญหากับการชะลอตัว

ยิ่งเมื่อมีรายงานระบุว่า ผู้บริโภคสหรัฐมีแนวโน้มการใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น ก็ยิ่งทำให้หลายฝ่ายเริ่มคาดหวังว่าสหรัฐจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโลกด้วยปริมาณความต้องการบริโภคสินค้าจากผู้บริโภคในประเทศ ซึ่งการบริโภคดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนราว 70% ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้สหรัฐจะส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจนแน่นอนแล้ว แต่กระนั้นดูเหมือนว่าเอเชียและบรรดาประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ จะไม่ได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของสหรัฐในครั้งนี้เลยแม้แต่น้อย

ยืนยันได้จากตัวเลขการเติบโตของภาคการส่งออกของหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ และไทย ในไตรมาสที่สองของปีนี้ที่โดยเฉลี่ยปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

ข้อมูลด้านการค้าระหว่างประเทศซึ่งรวบรวมโดยสำนักข่าวรอยเตอร์สฉบับล่าสุดพบว่า การส่งออกของเอเชียไปยังสหรัฐลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยการส่งออกของเอเชียไปยังสหรัฐในไตรมาสที่ผ่านมาลดลงเฉลี่ย 2.4% และฮ่องกงถือเป็นประเทศที่มีการส่งออกไปยังสหรัฐลดลงมากที่สุดของภูมิภาคที่ 21% ขณะที่ญี่ปุ่นลดลงอยู่ที่ 7%

นับเป็นความเคลื่อนไหวที่หลายฝ่ายมองว่าไม่สอดคล้องกับข่าวดีจากฝั่งสหรัฐ ซึ่งชี้ชัดว่าผู้บริโภคในแดนลุงแซมแห่งนี้กำลังต้องการจับจ่ายใช้สอยสินค้ามากขึ้น

ทั้งนี้ รายงานจากกระทรวงพาณิชย์เมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาระบุว่า ตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคในเดือน ก.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.8% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นแข็งแกร่งสุดในรอบ 5 เดือน และมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.5% ขณะที่รายได้ส่วนบุคคลของสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือน ก.ค. มากกว่าเดือน มิ.ย. ที่เพิ่มขึ้นเพียง 0.2% แถมอัตราการออมในเดือน ก.ค. ยังลดลง 5% จากเดือน มิ.ย. ที่ระดับ 5.5%

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังพบว่ายอดขายบ้านในสหรัฐประจำเดือน มิ.ย. ปรับตัวสูงขึ้น 8.3% หรืออยู่ที่ระดับ 4.97 แสนยูนิต ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2551 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 4.85 แสนยูนิต

ยิ่งไปกว่านั้น ตลาดสินเชื่อของสหรัฐยังคึกคักสอดคล้องกับตลาดอื่นๆ เช่นกัน โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยเมื่อต้นเดือน ก.ค.ว่า ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตการ์ดในสหรัฐในเดือน พ.ค. ปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ด้วยยอดการกู้ยืมเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 1.96 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นการเพิ่มขึ้นของยอดการกู้ยืมที่สูงที่สุดในรอบกว่า 1 ปี ขณะที่ยอดกู้ยืมผ่านบัตรในเดือนเดียวกันอยู่ที่ 2.84 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

กระทั่งนักวิเคราะห์หลายสำนักแสดงความเห็นตรงกันว่า การกู้ยืมที่เพิ่มมากขึ้นจนสะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นในการบริโภคและใช้จ่ายของชาวสหรัฐที่เริ่มแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้งนี้ หมายถึงการมีแรงขับเคลื่อนในระบบเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไป เนื่องจากการใช้จ่ายภาคครัวเรือนถือเป็นพลังหลักในการผลักดันการเติบโตของสหรัฐ

ดังนั้น จึงเกิดเป็นคำถามคาใจใครหลายคนว่าเพราะเหตุใดแนวโน้มความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นของตลาดในสหรัฐจึงไม่ส่งอานิสงส์ถึงภาคการส่งออกของเอเชีย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ยสูงถึง 35% ของจีดีพีทั้งหมดของภูมิภาค กระทั่ง เฟเดอริก นิวแมนน์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจของธนาคารเอชเอสบีซีในฮ่องกงกล่าวยอมรับว่า การฟื้นคืนของสหรัฐครั้งนี้ไม่ได้ช่วยให้เอเชียปรับตัวฟื้นตาม

หลังจากประมวลตัวเลขข้อมูลหลายด้านประกอบกันแล้ว นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำและนักวิเคราะห์หลายสำนักต่างได้ข้อสรุปว่า สาเหตุสำคัญมาจากปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ 1) การฟื้นตัวของสหรัฐเน้นหนักไปที่ตลาดบ้านและอสังหาริมทรัพย์ และ 2) การฟื้นตัวดังกล่าวทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ดึงเงินลงทุนกลับไปยังสหรัฐมากขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาตัวเลขแนวโน้มการจับจ่ายใช้สอยของชาวสหรัฐที่มีรายงานว่าปรับตัวดีขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่เป็นการใช้จ่ายเพื่อบ้านและที่อยู่อาศัยมากกว่าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าอื่นๆ ทั่วไป ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของภูมิภาคเอเชีย

สถานการณ์ข้างต้นจึงส่งผลให้รายงานการสำรวจดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (พีเอ็มไอ) ซึ่งเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียของธนาคารเอชเอสบีซีและมาร์กิต พบว่าพีเอ็มไอเอเชียสะท้อนให้เห็นคำสั่งซื้อสินค้าใหม่ที่ลดลง รวมถึงประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ของภูมิภาคอย่างจีน เกาหลีใต้ และไต้หวัน

สำหรับสาเหตุประการต่อมา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายเงินทุนของนักลงทุนออกจากเอเชียกลับไปยังสหรัฐ นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งต่างเห็นตรงกันว่า กระแสทุนไหลทะลักเข้าสู่ตลาดสหรัฐเป็นผลสืบเนื่องมาจากแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลกเป็นสำคัญ

เคลวิน เทย์ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนจากยูบีเอสในสิงคโปร์ ยอมรับผ่านสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า ขณะนี้ภูมิภาคเอเชียขาดแรงดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติเมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะในสหรัฐ เนื่องจากเศรษฐกิจของหลายประเทศในเอเชียขณะนี้มีแนวโน้มชะลอตัว ส่วนหนึ่งเพราะตลาดส่งออกสินค้าที่สำคัญอย่างสหรัฐและยุโรปยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ขณะที่การส่งออกไปยังจีน อีกหนึ่งตลาดส่งออกหลักของหลายประเทศในเอเชียก็เริ่มซบเซาลงแล้วเช่นกัน จนทำให้การเติบโตของเอเชียชะงักไป

ทั้งนี้ ข้อมูลจากโนมูระแสดงให้เห็นว่า นับตั้งแต่เดือน พ.ค.เป็นต้นมา นักลงทุนต่างชาติได้เทขายหุ้นของเอเชียแล้วกว่า 1.25 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จนบรรดานักเศรษฐศาสตร์ต้องรีบออกมาเตือนให้เอเชียระมัดระวังตัวมากขึ้น เพราะนักลงทุนยังมีแนวโน้มถอนทุนออกเพื่อหวนกลับไปยังสหรัฐที่สถานการณ์เศรษฐกิจมีทีท่าดีกว่า

คริส คริสโตเฟอร์ นักเศรษฐศาสตร์จากไอเอชเอส บริษัทที่ปรึกษาในสหรัฐ แสดงความเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มทิศทางการเคลื่อนย้ายเงินทุนไว้ว่า แม้การฟื้นตัวของสหรัฐจะเป็นไปได้อย่างเชื่องช้า แต่ก็เป็นที่แน่นอนแล้วว่าสหรัฐกำลังเติบโต ดังนั้น ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกที่ไม่ว่ามองทางไหนก็ยังจัดว่าแย่ สหรัฐจึงเป็นตัวเลือกที่น่าพิสมัยมากที่สุดในบรรดาตัวเลือกที่ไร้แรงดึงดูดทั้งหลาย

ดังนั้น เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า และสหรัฐมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนที่มากกว่า นักลงทุนย่อมหันหาสหรัฐ

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น แทนที่จะแตกตื่นคิดหาทางดิ้นรนผลักดันการส่งออกต่อไปให้ได้ เอเชียน่าจะใช้โอกาสนี้เดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจให้ยืนได้ด้วยลำแข้งตนเองอย่างจริงจังเสียมากกว่า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท