posttoday
เงื่อนไขรัฐบาลล้ม

เงื่อนไขรัฐบาลล้ม

11 สิงหาคม 2556

ทดสอบเป่านกหวีดรอบแรก “ประชาธิปัตย์” ปลุกมวลชนหลายพันคนร่วมขบวนเดินเท้าจากเวทีผ่าความจริงณ แยกอุรุพงษ์ มุ่งหน้าสู่สภาผู้แทนราษฎร

โดย...ธนพล บางยี่ขัน

ทดสอบเป่านกหวีดรอบแรก “ประชาธิปัตย์” ปลุกมวลชนหลายพันคนร่วมขบวนเดินเท้าจากเวทีผ่าความจริงณ แยกอุรุพงษ์ มุ่งหน้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ได้แบบราบรื่นไร้การปะทะ ปราศจากเหตุการณ์ความรุนแรง

คำถามตามมามากมายถึงเบื้องหน้า เบื้องหลัง เหตุใดพรรคสถาบันเก่าแก่กว่า 68 ปี ที่เคยเคร่งครัดกับระบบรัฐสภาถึงเปลี่ยนตัวเอง ฉีกขนบธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติ ประกาศนำมวลชนเดินหน้าการเมืองข้างถนนร่วมคู่ขนานไปกับการต่อสู้ในสภา

“สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” กรรมการบริหารพรรค หนึ่งในทีมมันสมองที่มีส่วนสำคัญในการร่วมวางยุทธศาสตร์กำหนดทิศทางเดินรอบนี้ เปิดใจให้สัมภาษณ์หลังจบศึกยกแรกหมาดๆ ถึงจุดยืนที่เห็นว่าการต่อสู้ทางการเมืองในสภาอย่างเดียวดูจะไม่พออีกต่อไปในยุคนี้

“การเมืองเปลี่ยนไปจากรูปแบบเดิม เดิมในรัฐสภาแม้จะมีเสียงข้างมากเพียงใด ก็มีการฟังเหตุฟังผลกันในสภา แต่ทุกวันนี้สภากลายเป็นเหมือนเครื่องมือกลไก อำนาจรัฐ ที่ใช้เสียงข้างมากเป็นตัวรองรับการกระทำฝ่ายบริหาร ซึ่งตัวแทนกลุ่มผู้กุมพรรคการเมืองเสียงข้างมากไม่ได้ให้ความสำคัญกับรัฐสภาในการฟังเหตุฟังผลในฐานะตัวแทนประชาชน

...เราเห็นหลายครั้งว่ามีการปิดอภิปรายไปดื้อๆ หรือโหวตกันไปโดยไม่ต้องฟังเสียงท้วงติง หลายครั้งก็ยกเว้นข้อบังคับขึ้นมาเฉยๆ เพื่อนำกฎหมายปรองดองเข้า เราจะเห็นชัดว่าการต่อสู้เฉพาะในสภาอย่างเดียวไม่เพียงพอ เนื่องจากเสียงข้างมากใช้ทฤษฎีของเสียงข้างมากเด็ดขาดไม่ฟังใคร ซึ่งลักษณะเดียวกันกับเผด็จการรัฐสภานั่นเอง ดังนั้น เราสู้เฉพาะในสภาอย่างเดียวมันสู้ไม่ไหว”

สาทิตย์ กล่าวว่า การต่อสู้ร่วมกับมวลชนภายนอกสภาจะเป็นพลังที่สำคัญ เดิมมีการจัดเวทีผ่าความจริง ซึ่งจัดไปแล้ว 62 เวที มีมวลชนเข้าร่วมจำนวนมาก ซึ่งการผ่าความจริงเราเรียกร้องตลอดว่าให้รัฐบาลเสียงข้างมากต้องฟัง ไม่นำกฎหมายนิรโทษกรรมเอาเข้าสภา เพราะจะสร้างความขัดแย้ง แต่เขาก็ยังดึงดันที่จะเอากฎหมายเข้าสภาให้จงได้ ประชาชนก็คับข้องใจมากขึ้น

สุดท้ายก็ตัดสินใจว่า เมื่อมวลชนคับข้องใจอยากแสดงออกคัดค้าน พรรคก็ประกาศแนวทางหลอมกลืนกับมวลชนที่จะเคลื่อนไหว คัดค้าน และประกาศปราศรัยโต้รุ่ง และออกมาเดินบนท้องถนน ด้วยภารกิจสนับสนุนการทำหน้าที่ สส. ให้เป็นนักรบของประชาชนไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อไปสู้กับกฎหมายฉบับนี้ ขณะที่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ประกาศชัดว่า สู้จนถึงวาระ 13 ถ้าสู้ไม่ไหว ก็จะยกระดับเป็นการเคลื่อนไหวล้มรัฐบาลในที่สุด เพราะรัฐบาลไม่ฟังเสียงใครอีกแล้ว ทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรม

“คนบอกว่าประชาธิปัตย์เคารพรัฐสภามาโดยตลอด เราก็บอกว่าใช่ แต่ที่ต้องเคลื่อนไหวเที่ยวนี้ ก็เพราะความเคารพในระบบรัฐสภา เพราะเขากำลังเอาระบบรัฐสภาไปทำลายหลักการ ที่เป็นหลักสำคัญในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คือการทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรม”

สาทิตย์ อธิบายว่า เป็นการนำอำนาจนิติบัญญัติไปลบล้างอำนาจตุลาการ อย่างคดีที่มีการพิพากษาแล้ว ทั้งการยิงวัดพระแก้ว เผาศาลากลาง ดังนั้น การเคลื่อนไหวบนท้องถนนจึงเป็นการพิทักษ์ระบอบรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่ใช่สภาขี้ข้า หรือสภาทาสของนายทุนเจ้าของพรรคอย่างเดียว

“แน่นอนว่าพรรคมีความเป็นเสรีชนหลากหลาย มีทั้งเห็นด้วยไม่เห็นด้วย แต่ถึงที่สุดทิศทางการออกมาเคลื่อนไหวก็เป็นทิศทางที่ส่วนใหญ่ในพรรคก็เห็นชอบด้วยกันทั้งหมด ผู้ใหญ่อย่าง นายชวน หลีกภัย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ออกมาร่วมเคลื่อนไหวกับ สส.ทุกรุ่นทุกระดับ ในพรรค สก. สข. สาขาพรรค ประชาชน ผู้สนับสนุน ออกมาเยอะ”

ทั้งนี้ ทุกคนรับรู้ว่าการสู้กับระบอบทักษิณเป็นการสู้ที่ไม่ง่าย การต่อสู้ของประชาชนเจ็บปวดมาหลายครั้ง วันหนึ่งพรรคการเมืองต้องเข้าไปแบกรับภาระของการเคลื่อนไหว เราก็ต้องทำ แต่เรื่องสำคัญที่สุดคือการเคลื่อนไหวภายใต้กรอบของกฎหมาย ปัญหาคือสังคมไทยมักยึดติดกับการเคลื่อนไหวมวลชนในลักษณะเดิม อย่างเสื้อแดงหรือพันธมิตรฯ จะต้องมีการปะทะ สูญเสีย สู้กับทางเจ้าหน้าที่หรือกำลังฝ่ายรัฐ เหล่านี้เป็นการละเมิดกฎหมายทั้งสิ้น

สาทิตย์ อธิบายต่อว่า มีหลายคนที่ท้วงติงว่าการเคลื่อนไหวแบบนี้จะมีพลังหรือ แต่ในต่างประเทศการเคลื่อนไหวลักษณะนี้ อย่าง ออคคิวพาย วอลล์สตรีท หรือในประเทศอังกฤษ เขาก็เคลื่อนไหวแบบนี้ ภายใต้กรอบของกฎหมาย แต่มีพลังเพียงพอ ถ้ามีมวลชนจำนวนมากมายมหาศาลเข้าร่วม ก็จะมีผลกระทบสั่นคลอนรัฐบาลได้

“เราต้องการให้บ้านเมืองสงบสุข นี่คือสิ่งที่เรากำลังจะทำยกระดับการเคลื่อนไหวมวลชนไปสู่การเคลื่อนไหวที่ไม่นำไปสู่การสูญเสียเลือดเนื้อ แต่ยังคงภารกิจโดยที่เป้าหมายทำสำเร็จ”

สาทิตย์ ย้ำว่า การเคลื่อนไหวรอบนี้ไม่มีการเกณฑ์ประชาชนเข้าร่วม เป็นเรื่องมวลชนที่อยากร่วมในทิศทางที่เขาเห็นว่ารัฐบาลทำในสิ่งที่ไม่ถูก เราพูดบนเวทีว่า ไม่ว่าคุณจะรักจะชอบหรือไม่ชอบประชาธิปัตย์ แต่ถ้าเรามีเป้าหมายเดียวกันคือต้านกฎหมายนิรโทษกรรม ก็ให้ออกมา

“มีคนสบประมาทว่าคงจะมีแต่ สส.มั้ง ผู้สนับสนุนไม่กี่ร้อย แต่พอเริ่มต้นเคลื่อนขบวน คนมีหลักพัน และยังมีบนถนนคนมายืนคอย มาปูผ้ายางยืนคอย สะพายเป้มากลางหลัง ส่วนใหญ่เป็นคน กทม.กับปริมณฑลกว่า 90% ส่วนต่างจังหวัดยังไม่ได้ขึ้นมา มีโทรศัพท์ติดต่อมามาก จังหวัดนั้นจังหวัดนี้ แต่เราบอกว่า เดี๋ยวก่อน นี่แค่นับหนึ่ง นี่ทดสอบเป่านกหวีดครั้งแรก ฉะนั้น อย่าได้ประมาทพลังของประชาชน”

สอบถามถึงเป้าหมายจำนวนมวลชนขนาดไหนถึงจะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สาทิตย์ บอกว่า ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและเวลา วันนี้เงื่อนไขคือการต่อสู้กับกฎหมายนิรโทษกรรมซึ่งค่อนข้างเป็นเรื่องทางการเมือง คนที่ไม่เห็นด้วยก็อาจมีประมาณหนึ่ง และเวลาการต่อสู้ขณะนี้ยังต้องต่อสู้ในรัฐสภาก่อน การเคลื่อนไหวก็ยังมีระดับอย่างที่เห็น

“แต่หากในอนาคตถ้าการเคลื่อนไหวมุ่งไปสู่รัฐบาล พุ่งไปสู่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ไม่สนใจปากท้องประชาชน ไม่สนใจภาคการเกษตร ภาคแรงงาน การเคลื่อนไหวก็จะมีหลากหลายกลุ่ม มีพลังมาก วันนั้นที่ประชาธิปัตย์ออกมาเดินมีเฉพาะเรื่องนิรโทษ ยังไม่มีเรื่องชาวนา เรื่องชาวสวนยาง สวนปาล์ม หนี้นอกระบบ เอสเอ็มอีที่ต้องปิดงาน ถ้าถึงจุดนั้นและรัฐบาลยังมุ่งแต่เรื่องประโยชน์ของตัวเองแทนประโยชน์ของคน ผมคิดว่ามีพลังมหาศาล”

ส่วนที่เป็นห่วงกันว่าในการเคลื่อนไหวมวลชนต่อไปจะบานปลายนำไปสู่ความรุนแรงเหมือนกลุ่มอื่นๆ ที่ผ่านมานั้น“สาทิตย์” กล่าวว่า ได้คิดเรื่องนี้ ถึงบอกว่าสังคมไทยมีภาพเก่าๆ ของมวลชนเสื้อแดง ที่นิยมใช้ความรุนแรง เผาเซ็นทรัลเวิลด์เผาสถานที่ราชการ เผาช่อง 3 บุกยึดไทยคม แต่ต่างกัน มวลชนเสื้อแดงเขามีวิธีการที่เตรียมการเพื่อการนี้โดยเฉพาะ แต่ประชาธิปัตย์ที่เคลื่อนไหวร่วมกับประชาชนที่มีความรู้ ความเข้าใจ

“เราไม่เคยเติมเชื้อแห่งความรุนแรงลงไปในจิตใจของเขา ทุกคนรู้ว่าภาระขอบเขตกฎหมายมีมากน้อยเพียงใด แต่การสะสมพลังการเคลื่อนไหวที่จะนำไปสู่การล้มรัฐบาลทำได้หลายวิธี สมมติอย่าง การเฉื่อยงาน นัดหยุดงาน ได้หมด เมื่อวานนี้เราก็รู้ มีบางฝ่ายจะพยายามผสมคนขึ้นมายั่วยุให้เกิดความรุนแรง แต่เป็นวินัยของคนที่มา เขารู้ขอบเขตของการเคลื่อนไหว”

สาทิตย์ อธิบายว่า ในช่วงที่เจรจากับทางเจ้าหน้าที่ ก็มีการประเมินสถานการณ์ว่าถ้าเขาไม่อนุญาตให้ประชาชนผ่าน เราจะบุกฝ่าไหม แต่คำถามคือ ถ้าบุกฝ่าแล้วเกิดความรุนแรงขึ้น เข้าทางฝ่ายกองกำลังของรัฐที่ต้องการใช้ความรุนแรง ใครจะรู้ว่าจะมีคนอย่างนายขวัญชัย ซึ่งเป็นเสื้อแดง แฝงอยู่ในตำรวจอยู่เท่าไร ถ้าเกิดความสูญเสียใครจะรับผิดชอบ เพราะรัฐบาลนี้ไม่รับผิดชอบอะไรอยู่แล้ว

“แต่พวกเราซึ่งขับเคลื่อนร่วมกับประชาชน เราก็คิดถ้าเป็นพ่อเรา แม่เรา ลูกเรา ญาติพี่น้องเรา เราจะคิดอย่างไร นี่เป็นจุดการตัดสินใจ มวลชนก็เข้าใจ เมื่อวานก็มีอยู่บ้างที่ประชาชนรู้สึกว่าคับข้องใจไม่บุก แต่ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดเข้าใจ เพราะเราไม่มีธงใช้ความรุนแรงอยู่แล้ว ซึ่งพูดชัดตั้งแต่บนเวที และก่อนออกเดินตอนเช้าก็ชี้แจง”

สาทิตย์ ชี้แจงว่า การเคลื่อนไหวของมวลชนที่มาร่วมกับ สส.ประชาธิปัตย์ ไม่ได้ประสานกับกลุ่มอื่นๆ อย่างกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ ที่ปักหลักอยู่ที่สวนลุมพินี เราต้องถือว่าการเคลื่อนไหวของมวลชนกลุ่มอื่นที่มีเป้าหมายเดียวกับเราเป็นมิตรร่วมอุดมการณ์ แต่ละฝ่ายต่างก็มีเป้าหมายและทิศทางยุทธวิธีของตัวเอง ต่างคนต่างทำหน้าที่ไม่มีการประสานอะไรกัน เราไม่ทราบว่าเขาจะเคลื่อนไม่เคลื่อนไม่รู้ แต่ละฝ่ายมีวิธีต่อสู้ที่แตกต่างกัน เราก็ไม่รู้ อพส.เขาจะเดินอย่างไร

การเคลื่อนไหวให้มวลชนส่ง สส.เข้าไปทำหน้าที่ในสภานั้น สาทิตย์ ยืนยันว่า เป็นคำอธิบายที่สมเหตุสมผลว่าเราสู้ตามกรอบของกฎหมาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเราเป็นมวลชนเสื้อแดง แล้วคิดกลับกันมาเป็นประชาธิปัตย์ เราเชื่อว่าเขาตีหักด่านแน่นอน แต่คำถามคือวิธีนั้นอาจมีผลดี ทำให้สภาเลิกไปเลย แต่เราต้องการหรือเปล่า

“ผมถึงบอกกับหลายคนที่พูดในทำนองค่อนแคะว่า เอ๊ะ ไม่เห็นมีอะไรเลย ทำอะไรเขาไม่ได้เลย ผมถึงบอกว่าเราติดภาพเก่าไงว่าต้องรุนแรงถึงเลือดถึงเนื้อ มีแก๊สน้ำตา มีกระสุน มีควัน เราไม่ดีใจหรือ สังคมไทยที่เห็นการเคลื่อนไหวของคนที่มีอารยะ มีวัฒนธรรม ไม่ทำผิดกฎหมาย เราไม่ดีใจหรือ เราเสียใจเหรอ หรือเราไม่อยากเห็น”

สาทิตย์ อธิบายถึงการปรับตัวที่ต้องมาจับงานด้านมวลชนของพรรคว่า ต้องปรับตัวมาก ระหว่างที่งานในสภาที่ยังต้องทำเต็มที่ งานนอกสภา การขับเคลื่อนมวลชน ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ โชคดีที่มีบุคลากรที่มีประสบการณ์ สมัยยังแอคติวิสต์ มีอาสาสมัครเข้ามาร่วมจำนวนมาก

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล