posttoday
ความสำเร็จที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ

ความสำเร็จที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ

10 สิงหาคม 2556

ประวัติของอุตสาหกรรมรถยนต์ของประเทศไทยเป็นสิ่งที่น่าศึกษา ความสำเร็จที่ทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำการผลิตรถยนต์

ประวัติของอุตสาหกรรมรถยนต์ของประเทศไทยเป็นสิ่งที่น่าศึกษา ความสำเร็จที่ทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำการผลิตรถยนต์ในกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นทั้งเรื่องของโชคและความสามารถ แต่กล่าวได้ว่า การส่งเสริมอุตสาหกรรมรถยนต์ของประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างน่าชื่นชม

เราเริ่มต้นด้วยนโยบายที่เป็นกลาง ไม่กำหนดว่าต้องเป็นโครงการรถยนต์แห่งชาติที่ประเทศไทยเป็นเจ้าของ มีบางประเทศที่กำหนดนโยบายเช่นนั้น และต่อมาประสบความล้มเหลว แต่เราเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนและใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต การส่งเสริมของรัฐบาลถูกจังหวะและอยู่ในระดับพอเพียงที่จะดึงดูดให้ผู้ผลิตรายใหญ่ๆ ของอุตสาหกรรมนี้ให้เข้ามาแข่งขัน ภาคเอกชนที่อยู่ในวงการก็ตอบสนองด้วยการทำงานร่วมกับบริษัทต่างชาติในหลายๆ ระดับ ตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนรายใหญ่ไปถึงรายเล็กๆ รวมทั้งจัดหาแรงงานที่มีฝีมือให้พอเพียง

รถยนต์ที่ผลิตขึ้นในประเทศทั้งที่ขายภายในและส่งออก นอกจากมีสัดส่วนของชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศสูงแล้ว ยังมีการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์บางส่วนในประเทศด้วย จึงเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ยิ่งถ้าเป็นรถกระบะที่ถือว่าเป็นพระเอกของโครงการนี้แล้ว มีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละเจ็ดสิบห้าของมูลค่าสินค้า

ดังนั้น ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในประเทศจึงไม่ใช่เฉพาะค่าแรงเหมือนอุตสาหกรรมส่งออกประเภทอิเล็กทรอนิกส์หรือคอมพิวเตอร์ แต่มีรายได้ที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการตลอดสายการผลิต มีเทคโนโลยีและความชำนาญเกิดขึ้นกับผู้ที่อยู่ในวงการ สามารถนำไปต่อยอดหรือใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกันได้

มีบุคคลที่อยู่ในคณะรัฐบาลและข้าราชการหลายคนที่อยู่เบื้องหลังของความสำเร็จนี้

ผมขอเอ่ยถึงท่านหนึ่งที่ผมคิดว่ามีบทบาทสำคัญที่สุดผู้หนึ่งนั่นคือ คุณศิววงศ์ จังคศิริ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมในยุคนั้น

คุณศิววงศ์เป็นคนเก่ง ซื่อสัตย์ วิสัยทัศน์ไกล ให้การสนับสนุนโครงการผลิตรถยนต์ในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากอุตสาหกรรมรถยนต์แล้ว คุณศิววงศ์ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอีกด้วย

นับว่าเป็นบุญที่มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อตรง เห็นผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก

ในแง่นโยบายนั้น รัฐบาลเริ่มต้นด้วยการส่งเสริมให้มีการผลิตรถกระบะขนาดเล็ก ขนาดน้ำหนักบรรทุกหนึ่งตัน เพื่อเป็นรถอเนกประสงค์ใช้ได้ทั้งงานพาณิชย์และสำหรับครอบครัว โดยให้สิทธิพิเศษทางภาษีเพื่อลดต้นทุน

นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้จำนวนการผลิตและขายของรถประเภทนี้มีปริมาณมาก เข้าขั้นที่จะทำให้เกิดอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมต่อเนื่องขึ้นในประเทศได้

อุตสาหกรรมต่อเนื่องของรถยนต์นั้นมีมากมาย

โดยเฉลี่ยแล้วรถยนต์คันหนึ่งจะประกอบด้วยชิ้นส่วนเล็กใหญ่ประมาณ 30,000 ถึง 35,000 ชิ้น แล้วแต่ประเภทของรถ ชิ้นส่วนเหล่านี้ทำจากวัสดุหลายชนิด เช่น โลหะ พลาสติก กระจก และสิ่งทอที่เป็นวัสดุทนไฟ เป็นต้น ส่วนที่เป็นสมองกลบังคับการทำงานของเครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อนและระบบควบคุมอื่นๆ เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สลับซับซ้อนและผลิตโดยผู้ผลิตไม่กี่ราย

ต้นทุนการผลิตจะอยู่ในระดับต่ำได้ ต้องมีผู้ผลิตชิ้นส่วนหลักๆ อยู่ใกล้กับโรงประกอบ เพื่อการส่งมอบที่รวดเร็วและค่าขนส่งต่ำ ถ้าต้องพึ่งชิ้นส่วนที่มาไกลหรือมาจากต่างประเทศจะควบคุมต้นทุนลำบาก

ดังนั้น การมีผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศจึงเป็นเรื่องจำเป็น

ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์มีสามระดับด้วยกัน

ระดับบนสุดเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า เฟิสต์เทีย (First Tier) คือผู้ผลิตที่มีเทคโนโลยีของตนเอง และทำงานใกล้ชิดกับบริษัทรถยนต์ในการออกแบบร่วมกัน ตัวอย่างของชิ้นส่วนหลักๆ ประเภทนี้คือ เครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อน ระบบส่งกำลัง (Transmission) ระบบเบรกและระบบป้องกันการเสียการทรงตัว เอบีเอส (ABS) เป็นต้น

ระดับที่สองเรียกว่า เซคกันเทีย (Second Tier) จะมีเทคโนโลยีบ้าง แต่มีความชำนาญทางการผลิตส่วนประกอบที่มีความแม่นยำและความละเอียดสูง จะเป็นลูกมือของบริษัทระดับแรก และเป็นผู้ผลิตและส่งชิ้นส่วนประกอบให้

ระดับล่างสุดคือ ผู้ผลิตชิ้นส่วนทั่วๆ ไป มีความสามารถทางการผลิตตามคำสั่ง รับงานจากกลุ่มแรกและกลุ่มสองตามถนัด

ทั้งสามระดับจะทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มหรือคลัสเตอร์ ถ้าอยู่ใกล้ๆ กันได้ก็จะช่วยลดต้นทุนในการขนส่งและปริมาณสินค้าคงคลัง

ผู้ผลิตชิ้นส่วนของคนไทยอยู่ในระดับสองหรือระดับทั่วๆ ไปเป็นส่วนใหญ่ ที่เป็นระดับแรกนั้นมีน้อยมาก

ในระยะเริ่มต้นที่ประเทศไทยเริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนสำคัญๆ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศมาประกอบเป็นรถยนต์ ต้นทุนขึ้นกับค่าแรงและค่าขนส่งมาจากต่างประเทศ บริษัทรถยนต์ของญี่ปุ่นเป็นผู้ครองตลาดในประเทศ ดังนั้นชิ้นส่วนส่วนใหญ่จึงมาจากญี่ปุ่น ซึ่งมีค่าแรงสูงแต่ประสิทธิภาพในการทำงานก็สูงเช่นกัน จึงมีต้นทุนที่ต่ำกว่ารถยนต์จากประเทศอื่นๆ

ดังนั้น ภาครัฐโดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และภาคเอกชนร่วมกันรณรงค์เชื้อเชิญให้บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของญี่ปุ่นมาลงทุนในประเทศไทย เพื่อสร้างประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตยานยนต์

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ซึ่งมีพื้นฐานการผลิตชิ้นส่วนโลหะและพลาสติกอยู่แล้ว ก็ได้ร่วมทุนกับบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญๆ ของญี่ปุ่นหลายราย ดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของประเทศ และบริษัทรถยนต์ชั้นนำอื่นๆ ของญี่ปุ่น เช่น นิสสัน ฮอนด้า และอีซูซุ คงได้รับการโน้มน้าวและเชื้อเชิญเช่นกัน ในที่สุดยักษ์ใหญ่ของบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นทุกรายตัดสินใจลงทุนขยายการผลิตรถยนต์ในประเทศไทย และชักชวนหรือสั่งให้บริษัทชิ้นส่วนของญี่ปุ่นที่อยู่ในสังกัดมาลงทุนในประเทศไทยร่วมกัน

นั่นทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของอาเซียน และเป็นศูนย์การผลิตรถบรรทุกเล็กขนาดหนึ่งตันที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้

ที่ผมกล่าวว่าเป็นทั้งโชคและความสามารถนั้น เป็นเพราะช่วงนั้นประเทศไทยมีผู้ใหญ่ในวงการราชการและเอกชนที่มีวิสัยทัศน์ มีความเห็นร่วมกัน และทำงานร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง ความสำเร็จจึงเกิดขึ้นได้

นี่เป็นประสบการณ์ที่ไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้บ่อยๆ

เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า ถ้าเรามองผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก และร่วมมือสามัคคีกันได้ ประเทศไทยจะประสบความสำเร็จ และเจริญก้าวหน้าไปอย่างมั่นคงแน่นอน

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69