posttoday
ล้างบาง 'ภูเก็ต' ลุย 11 มาเฟียเคลียร์ธุรกิจมืด

ล้างบาง 'ภูเก็ต' ลุย 11 มาเฟียเคลียร์ธุรกิจมืด

10 สิงหาคม 2556

ทันทีที่ทำพิธีเปิดศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อป้องกันและปราบปรามผู้มีอิทธิพลที่เป็นภัยกับการท่องเที่ยว(ศป.อท.)

ทันทีที่ทำพิธีเปิดศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อป้องกันและปราบปรามผู้มีอิทธิพลที่เป็นภัยกับการท่องเที่ยว(ศป.อท.) ซึ่งมีสำนักงานอยู่ภายในท่าอากาศยานภูเก็ต ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ก็เปิดฉากไล่บี้มาเฟียภูเก็ต ด้วยการเปิดเผยรายชื่อ 11 ผู้มีอิทธิพล ซึ่งดีเอสไอกำลังจับตาว่าน่าจะมีพฤติการณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการแลกเปลี่ยนเงินตราผิดกฎหมาย และอยู่เบื้องหลังรถแท็กซี่ป้ายดำข่มขู่ผู้โดยสาร กรรโชก หน่วงเหนี่ยวให้เสียอิสรภาพ

ทั้ง 11 ชื่อล้วนเป็นผู้ทรงอิทธิพลสำคัญในภูเก็ต ประกอบด้วย 1.นาย ส. เจ้าของบริษัทท่องเที่ยว 2.นาย ธ. เจ้าของบริษัทรถทัวร์ 3.นาย ศ. เจ้าของบริษัทท่องเที่ยว 4.นาย ป. นักการเมืองท้องถิ่น 5.นาย ป. บุตรชายนักการเมืองท้องถิ่น 6.สมาคมผู้ประกอบการท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง 7.กลุ่มสหกรณ์รถยนต์แห่งหนึ่ง 8.คิวรถแท็กซี่ป้ายดำหน้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง 9.คิวรถแท็กซี่ป้ายดำหน้าโรงแรมแห่งหนึ่ง 10.คิวรถแท็กซี่ป้ายดำหน้าโรงแรมแห่งหนึ่งใน อ.ถลาง 11.ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ป้ายดำกลุ่มหนึ่งในป่าตอง

“เหตุที่เปิดชื่อ เพื่อส่งสัญญาณให้หยุดทันที เป็นการให้โอกาสจะต้องลดบทบาทลงทันที ถ้าไม่หยุดพร้อมดำเนินการตามกฎหมายอย่างครอบคลุม ดีเอสไอจะใช้กฎหมายฟอกเงิน ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ก็จะตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ภายใน 1 เดือน จะมีกรณีตัวอย่าง เอากฎหมายฟอกเงินมาใช้ อาจอยู่ใน 11 รายนี้ หรือนอกเหนือจากนี้” ธาริต กล่าว

น่าสังเกตว่า หลายรายในบัญชีดำ มีสายสัมพันธ์แนบชิดกับพรรคการเมืองฝ่ายค้าน

ด้าน ปราบ กี่สิ้น เจ้าของธุรกิจรถลีมูซีนและรถแท็กซี่ ซึ่งมีบทบาทเป็นประธานสหพันธ์รถบริการ ยอมรับว่า เป็นบุคคลหนึ่งที่ดีเอสไอกล่าวหา เรื่องที่เกิดขึ้นคงมีกลุ่มที่เสียประโยชน์นำข้อมูลไปกล่าวหากับดีเอสไอ ทั้งที่เขาทำธุรกิจอย่างถูกต้อง และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานราชการทุกหน่วยอย่างดี มีการจัดระเบียบรถแท็กซี่เป็นระบบเรียบร้อย ได้รับการยอมรับจากโรงแรมใหญ่ๆ ให้เข้าไปช่วยจัดการปัญหารถแท็กซี่หน้าโรงแรมต่างๆ

“ผมอยากให้ดีเอสไอให้โอกาสผมได้เข้าไปชี้แจง ผมคงไม่ฟ้องเพราะไม่เกิดประโยชน์ แต่อยากได้โอกาสชี้แจงข้อเท็จจริง และพร้อมให้ตรวจสอบเสมอ”

ปัญหามาเฟียภูเก็ตนั้นมีมานาน มีการเอารัดเอาเปรียบ ข่มขู่ และบานปลายถึงขั้นทำร้ายร่างกายนักท่องเที่ยว ก่อนหน้านี้เอกอัครราชทูต 18 ชาติรวมตัวกันเรียกร้องให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง

สมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งเข้ามารับตำแหน่งใหม่มาหมาดๆ จึงหารือกับดีเอสไอจังหวัดภูเก็ต และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาดังกล่าว โดยจัดตั้ง ศป.อท.

ใช่เพียงแต่กลุ่มคนไทย แต่ยังรวมถึงกลุ่มต่างชาติซึ่งเริ่มเห็นชัดและขยายตัวมากขึ้นในช่วง 67 ปีที่ผ่านมา จากเดิมกลุ่มเกาหลีได้เข้ามาประกอบธุรกิจท่องเที่ยว รองรับนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีโดยเฉพาะ ต่อมาก็มีกลุ่มชาวจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามามากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากการเปิดเส้นทางบินตรงจากกว่างโจว เซี่ยงไฮ้ เข้ามาสู่ภูเก็ต และล่าสุดรัสเซียถือเป็นต่างชาติอีกกลุ่มหนึ่งที่ขยายอิทธิพลเข้ามา

“กลุ่มต่างชาติจะมาเปิดธุรกิจครบวงจร จ้างคนไทยเป็นนอมินี ตั้งบริษัททัวร์รับนักท่องเที่ยวเดินทางมาประเทศไทยด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำ ใช้รถแท็กซี่ป้ายดำ โรงแรม ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึก ซึ่งเป็นเครือข่ายคนชาติเดียวกัน ทำให้เงินรายได้ไม่เข้าสู่ระบบการคลังของประเทศหรือเป็นทัวร์ศูนย์เหรียญ” แหล่งข่าวในวงการท่องเที่ยวภูเก็ตเปิดเผย

นิมิตร ฆังคะจิตร หัวหน้าสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า กลุ่มธุรกิจเกาหลีใต้มีการจดทะเบียน 171 ราย เป็นธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 44 ราย ท่องเที่ยว 26 ราย รัสเซียมีจำนวน 171 ราย ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ภัตตาคาร ร้านอาหาร ส่วนชาวจีนมีจำนวน 66 ราย ทำธุรกิจเกี่ยวกับท่องเที่ยวบริการ การขนส่งและส่งปลาขาย

“ที่น่าตกใจตรวจสอบพบนิติบุคคลต่างด้าว มีแนวโน้มประกอบการโดยไม่สุจริต 82 ราย เพราะผู้ถือหุ้นเป็นลูกจ้างหรือพนักงานของบริษัทสำนักงานบัญชีหรือกฎหมาย ที่ให้บริการจดทะเบียนนิติบุคคลนั้นๆ ซึ่งได้รายงานให้กระทรวงพาณิชย์และดีเอสไอทราบแล้ว”

ด้าน ภูริต มาศวงศ์ศา อุปนายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต อยากให้ดีเอสไอเข้ามาดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อคัดกรองกลุ่มนักธุรกิจที่ดี ขจัดภาพลักษณ์การตั้งตนเป็นผู้มีอิทธิพล จ่ายผลประโยชน์ให้กับเจ้าหน้าที่บางหน่วยงาน

ทุกฝ่ายล้วนต้องการให้การท่องเที่ยวไทยมีภาพลักษณ์ที่ดี ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก เพราะรายได้ที่เกิดขึ้นปีละกว่า 2 ล้านล้านบาทนั้น เป็นส่วนสำคัญที่หนุนเสริมความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท