
สะเทือนไทย
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานโดยอาศัยการประมวลข้อมูลตัวเลขการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไทยในวันที่ 7 ส.ค. พร้อมการสอบถามความเห็นจากนักวิเคราะห์หลายสำนัก พบว่า แม้สถานการณ์การชุมนุมประท้วงของกลุ่มแนวร่วมต่อต้านพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม จะเป็นไปอย่างราบรื่น ปราศจากความรุนแรง แต่เหตุการณ์ข้างต้นก็ส่งผลสั่นคลอนต่อสถานะเศรษฐกิจของไทยโดยรวมเรียบร้อยแล้ว
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานโดยอาศัยการประมวลข้อมูลตัวเลขการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไทยในวันที่ 7 ส.ค. พร้อมการสอบถามความเห็นจากนักวิเคราะห์หลายสำนัก พบว่า แม้สถานการณ์การชุมนุมประท้วงของกลุ่มแนวร่วมต่อต้านพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม จะเป็นไปอย่างราบรื่น ปราศจากความรุนแรง แต่เหตุการณ์ข้างต้นก็ส่งผลสั่นคลอนต่อสถานะเศรษฐกิจของไทยโดยรวมเรียบร้อยแล้ว
ยืนยันได้จากความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในวันดังกล่าวที่มีการปรับตัวลดลงถึง 13% ขณะที่มูลค่าการค้าร่วงลงถึง 52% นับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในหมู่ตลาด 45 ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศพัฒนาแล้ว
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและต่างประเทศกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ปัจจัยเสี่ยงต่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทย นอกจากผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันก็คือเสถียรภาพทางการเมืองของไทยเอง และการประท้วงครั้งล่าสุดคือหลักฐานพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี
มาร์ค แมทธิวส์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเอเชีย ประจำธนาคารจูเลียส เบเออร์ แอนด์ โค ในสิงคโปร์ กล่าวว่า สถานการณ์ในไทยขณะนี้สะท้อนให้เห็นรอยแตกร้าวรอยแรกบริเวณริมนอกสุด ซึ่งหมายความว่า รอยดังกล่าวอาจมีสิทธิลุกลามบานปลายขยายวงกว้างได้ จนท้ายที่สุดผู้ที่เสียประโยชน์มากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นประเทศไทย
ด้าน แอนดริวส์ เยทส์ หัวหน้าตลาดหลักทรัพย์นานาชาติจากเอเชีย พลัส ซิเคียวริตี้ บริษัทนายหน้าตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของประเทศเมื่อวัดจากมูลค่าตลาด ยอมรับว่า นักลงทุนต่างชาติในขณะนี้ค่อนข้างวิตกกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในไทย โดยส่วนใหญ่กลัวว่าการเดินหน้าพิจารณาพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมของสภาผู้แทนราษฎรของไทยต่อไปจะกลายเป็นชนวนนำไปสู่การประท้วงอีกหลายครั้งในอนาคต
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งยังได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ในไทยว่า การที่ภาครัฐมัวแต่ยุ่งกับการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม ตลอดจนการวุ่นวายกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง จะส่งผลกระทบต่อแผนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งรวมถึงการพิจารณาอนุมัติงบประมาณมูลค่ากว่า 2ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนปรับปรุงและยกระดับในโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของไทย โดยการบังคับใช้อาจเป็นไปอย่างล่าช้า
สถานการณ์ข้างต้นจะกลายเป็นต้นเหตุบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน จนนำไปสู่การตัดลดการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยข้อมูลจากบลูมเบิร์กระบุว่า นักลงทุนต่างชาติมีการเทขายสินทรัพย์ของไทยนับตั้งแต่สิ้นเดือน มี.ค. เป็นต้นมาอยู่ที่ 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ
ล่าสุด เครดิต สวิส กรุ๊ป เอจี ยังได้ประกาศตัดลดการคาดการณ์เศรษฐกิจของไทยในปีนี้ลงเหลือ 4% จาก 4.7% เมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่าเป็นเพราะปริมาณการส่งออกที่น้อยกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ และการชะลอการลงทุนในไทยของชาวต่างชาติที่เป็นผลมาจากสถานการณ์ประท้วงที่ถึงแม้จะไม่รุนแรง แต่การยืดเยื้อจะกลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้นักลงทุนตัดสินใจรอดูสถานการณ์ก่อนเดินหน้าลงทุนต่อไป







