
"บุญจง"อภิปรายขอให้ถอนพ.ร.บ.นิรโทษฯ
"บุญจง"แนะถอนกม.นิรโทษกรรมยุติความรุนแรง เสนอทำประชามติก่อนเดินหน้า “สามารถ” ยันปรับรายละเอียดในชั้นกมธ.ได้
"บุญจง" แนะถอนกม.นิรโทษกรรมยุติความรุนแรง เสนอทำประชามติก่อนเดินหน้า “สามารถ” ยันปรับรายละเอียดในชั้นกมธ.ได้
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย กล่าวระหว่างการพิจารณาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯในการประชุมสภาฯ ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง ว่า ไม่เห็นด้วยกับการออกร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ฉบับนี้นี้เพราะ 1. ถ้ากฎหมายนี้ผ่านออกมาได้ จะทำลายอธิปไตยของประเทศ ทำลายกฎหมายประเทศไทย เพราะกฎหมายนี้จะทำให้คดีต่างๆ ทั้งที่ตัดสินแล้วและอยู่ระหว่างการพิจารณา ไม่มีความผิด
"ถ้าคนทำผิดไม่ว่าจะเผาศาลากลาง ไม่ว่าเผาห้างสรรพสินค้า ลักทรัพย์ ยิงสิ่งศักดิ์สิทธิ์วัดพระแก้ว ดูหมิ่น อาฆาต มาดร้ายสถาบันกษัตริย์ จะได้ประโยชน์จากการล้างผิดกฎหมายฉบับนี้ทั้งสิ้น ซึ่งมีมีอีกหลายคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล มีบางคดีมีสส.เข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งหากกฎหมายนี้ผ่าน ศาลจะถูกสั่งให้ยกฟ้อง ไม่ต้องพิจาณา คดีซึ่งถึงที่สุดแล้ว ถูกจำคุกจะออกจากคุกทันทีหลายความผิดไม่ควรได้รับการนิรโทษกรรม เพราะมีการกระทำจงใจชัดเจน มีเจตนาวางแผนชัดเจน อย่างการเผาศาลากลาง ซึ่งการสร้างใหม่ต้องใช้เงินเกือบพันล้าน ทั้งอาคาร และคุรุภัณฑ์”
2. หากมีกฎหมายฉบับนี้จะทำให้สงคมยึดการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง เป็นแบบอย่างไม่ดีให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้สังคมผิด ทำลายอนาคตของชาติ เพราะถ้าชุมนุมเสร็จและทำให้ทุกอย่างให้ชนะ มีอำนาจทางการเมือง ก็แก้กฎหมายบอกว่าทุกอย่างไม่ผิด สังคมจะอยู่ได้หรือ หากบ้านเมือง ไม่มีขื่อแปรอยู่ได้ไง เราต้องสร้างบรรทัดฐาน
3. ผู้เสนอกฎหมายนี้ มีส่วนได้ส่วนเสียกับกฎหมายนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะคนเสนอกฎหมายมีส่วนชุมนุมทางการเมือง มีบทบาทการแสดงออกทางการเมือง และคนที่ได้รับประโยชน์ยังเป็นพวกพ้อง อย่างนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่อยู่ในพรรคเพื่อไทย
นายบุญจง กล่าวว่า การจะทำเรื่องปรองดองที่ดีที่สุดคือ ทำให้ทุกเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน แต่ที่มีปัญหาเพราะคนมีอำนาจใช้อำนาจมาออกกฎหมายช่วยเหลือพวกตัวเอง หากไม่มีกฎหมายนี้ก็ไม่มีเงื่อนไขออกมาชุมนุมนายกฯยิ่งลักษณ์ สามารถทำงานต่อไปได้อีก 4 ปี
อย่างไรก็ตาม ที่ระบุว่าการออกกฎหมายฉบับนี้ไปช่วยคน 4-5 หมื่นคน ถือเป็นเรื่องโกหกเพราะ เอกสารประกอบการพิจารณาของสภาฯ ระบุว่าขณะนี้ มีจำนวนหนักโทษการมือง นปช. ถูกควบคุมตัว 30 คน มีจำเลยผู้ต้องหาไม่เกิน 100 คน อยู่ในกระบวนการต่อสู้ ซึ่งคนเหล่านี้ควรเข้าสู่กระบวนการต่อสู้ตามกฎหมาย หลายคน สส.ก็ควรเข้าสู่กระบวนการแต่ช่วงเปิดสมัยประชุมก็ใช้เอกสิทธิสส. แต่วันนี้ผิดปรกติเพราะนายกฯ ยิ่งลักษณ์ นำพ.ร.บ.นี้เข้ามา
นายบุญจง กล่าวว่า นายกฯ ออกแถลงการณ์พร้อมหาทางออก ซึ่งตนเองเห็นด้วย สนับสนุน แต่เห็นว่าทางออกให้ประเทศไทย ไม่ต้องเชิญใครมา คนเดียวที่ทำได้คือนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ถอนกฎหมายนี้ออกและเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และเห็นว่าหากจะทำจริงๆ ควรจะทำประชามติว่าประชาชนเห็นด้วยหรือไม่กับการนิรโทษกรรม ให้ความผิดเผาสถานที่ราชการ ทำร้ายร่างกาย ฆ่าคนตายหมิ่นสถาบันฯ ใช้งบประมาณ 2-3 พันล้านบาท สามารถเดินได้เลย ไม่ต้องตั้งสภาปฏิรูป
นายบุญจง กล่าวว่า กฎหมายนี้นิรโทษกรรมความผิดในช่วง 10 ก.ย. 2549 -10 พ.ค. 54 แต่ความผิดของการชุมนุมของเสื้อเหลืองก่อน 19 ก.ย. 2549 ไม่ได้รับประโยชน์จากนิรโทษ หรือ การชุมนุมต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ของอพส.ก็ไม่ได้รับประโยชน์
นายสามารถ แก้วมีชัย สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่พ.ร.บ.ฉบับนี้ถูกวิจารณ์ว่าแกนนำคนสั่งการจะได้อานิสงส์จากนิรโทษกรรมนั้นข้อเท็จจริงในตามกฎหมายมาตรา 3 วรรค 2 ระบุชัดเจนว่า การกระทำวรรคหนึ่งไม่รวมผู้มีอำนาจ ตัดสินใจสั่งการ และตามหลักกฎหมายเมื่อมีการตั้งกมธ.พิจารณาในรายละเอียด หากจะมีการไปแก้ไขบิดเบือนนั้นคงยอมไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเราเคยมี พ.ร.บ. และ พ.ร.ก.นิรโทษกรรม มาหลายฉบับ แต่ที่บอกว่า กฎหมายนี้ทำลายนิติรัฐนั้น หากอยากให้ถูกต้องควรไปแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 309 ชัดเจนกว่าเพื่อน ส่วนประเด็นก่อนเรื่องไม่นิรโทษกรรมการกระทำก่อนช่วงเวลา 19 ก.ย. 2549 หรือหลัง 10 พ.ค. 54 นั้นสามารถไปปรับปรุงแก้ไขใน มาตรา 3 ได้ในชั้นตั้ง กมธ.พิจารณารายละเอียด ที่เสนอแปรญัตติขยับเวลาได้ ส่วนที่บอกว่าเอกสารระบุว่ามีการนิรโทษกรรม 30 คน นั้น คือ คนที่ผ่านกระบวนการส่งฟ้องถูกจองจำแล้ว แต่ยังมีอีกหลายคนอย่างเหตุการณ์ ยกขบวนไปสนามบินสุวรรณภูมิ ฝ่าฝืนกม.สถานการณ์ฉุกฉินหรือยึดทำเนียบ ซึ่งมีคนเรือนหมื่นเรือนแสนเกี่ยวข้อง
นายชำนิ ศักดิเศรษฐ สส.บัญชีรายชื่อ กล่าวว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่กำลังถกเถียง นี้ไม่ใช่การสร้างสามัคคีปรองดอง แต่เป็นจุดเริ่มต้นความขัดแย้งครั้งใหม่ของสังคมไทย เพราะกฎหมายฉบับนี้ นำไปสู่ความขัดแย้งเพราะมีการเคลื่อนไหวปิดบังซ่อนเร้น เพื่อลดโทนความรู้สึก ต่อต้านจากประชาชนทั่วไป ซึ่งยืนยันจุดยืนว่าไม่ได้คัดค้านการนิรโทษกรรม แต่ไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมในความผิดบางประการ ซึ่งกฎหมายนี้จะสร้างความขัดแย้งเพราะเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมไทยทั้งระบบ







