
ไม่อาจไว้วางใจรัฐบาลได้อีกต่อไป
มีข่าวเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า หมอดูอีที ซึ่งเป็นหมอดูชื่อดังชาวพม่าที่นักการเมืองไทย และอดีตผู้นำทางการเมืองไทยหลายคนให้ความเชื่อถือ ได้ทำนายสถานการณ์การเมืองไทยช่วงเวลานี้ สรุปได้ว่า “ขณะนี้เป็นจุดที่ต่ำสุดของรัฐบาลไทยปัจจุบัน (ยิ่งลักษณ์) คนไทยจะต่อสู้กันเอง ทำให้เกิดความสูญเสียและจะเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยประชาชน ไม่ใช่กองทัพ”
มีข่าวเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า หมอดูอีที ซึ่งเป็นหมอดูชื่อดังชาวพม่าที่นักการเมืองไทย และอดีตผู้นำทางการเมืองไทยหลายคนให้ความเชื่อถือ ได้ทำนายสถานการณ์การเมืองไทยช่วงเวลานี้ สรุปได้ว่า “ขณะนี้เป็นจุดที่ต่ำสุดของรัฐบาลไทยปัจจุบัน (ยิ่งลักษณ์) คนไทยจะต่อสู้กันเอง ทำให้เกิดความสูญเสียและจะเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยประชาชน ไม่ใช่กองทัพ”
ซึ่งสอดคล้องกับการทำนายของโหรไทยทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นก่อนหน้านี้ที่เห็นตรงกันว่า ดวงของนายกฯ ปู ยิ่งลักษณ์ เดินมาในจุดต่ำสุด เห็นทีจะไม่รอด หรือรอดก็แบบสะบักสะบอมเต็มที ส่วนใหญ่เห็นว่าเดือน ส.ค.-ต.ค. 2556 อาจเกิดสถานการณ์วุ่นวายทางการเมือง และอาจเกิดการปะทะกันของมวลชน เป็นช่วงที่รัฐบาลจะอยู่หรือไป รัฐบาลก็คงมีโหรของตัวเองและคงหาทางแก้ดวงกันเต็มที่ บางคนบอกว่าที่นายกฯ ปู ยิ่งลักษณ์ เดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ เพราะหมอดูแก้เคล็ดว่า ต้องไปอยู่นอกประเทศให้มากที่สุด แทนที่จะมุ่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน กลับใช้วิธีไปอยู่นอกประเทศแทน หรือใช้ลูกน้องไปตีหัวโหรที่ทำนายไม่ถูกใจรัฐบาลแทน
ความจริงไม่ต้องใช้หมอดูก็ได้ คนธรรมดาแบบเราๆ ท่านๆ ที่สนใจติดตามสถานการณ์บ้านเมืองก็สามารถบอกได้ว่า เดือน ส.ค.นี้ ซึ่งเป็นช่วงปิดประชุมสภาบรรยากาศทางการเมืองร้อนแรงแน่ๆ รัฐบาลจะเจอการต่อต้านจากประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลผลักดันผ่านร่างกฎหมายฟอกความผิดให้กับคนเผาบ้านเผาเมือง คนที่ทำลายชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการสร้างมาตรฐานทางสังคมที่ผิดๆ ให้กับลูกหลานเราในอนาคต
ไม่เพียงแต่คนในประเทศจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลพยายามผลักดันร่างกฎหมายฟอกผิดเหล่านี้แล้ว แม้แต่องค์การระหว่างประเทศ เช่น สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติยังขอให้รัฐบาลทบทวนการออกกฎหมายฟอกผิด เพราะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะหลักการสากลไม่นิรโทษกรรมให้กับคนที่ทำผิดกฎหมายอาญา ฯลฯ แม้ได้ทำระหว่างการใช้เสรีภาพในการชุมนุมก็ตาม
การที่รัฐบาลออกมาตรการที่ “เกินความพอดีในจังหวะเวลาที่ไม่เหมาะสม” ไม่ว่าการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง การใช้ตำรวจปราบจลาจลหลายสิบกองร้อยร่วมหมื่นคนพร้อมอาวุธครบมือ ระเบิดแก๊สน้ำตา กระสุนยาง มารักษาความสงบ แสดงท่าทีคุกคามเพื่อให้คนเกิดความหวาดกลัว การเตรียมกลุ่มเสื้อแดงมาต่อต้านประชาชนที่คัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึง “ความกลัว” ต่อพลังมวลชนของรัฐบาลชุดนี้ที่เคยใช้ความรุนแรงมาแล้ว จึงคิดว่าคนอื่นจะทำแบบตัวบ้าง
แม้มีการปล่อยข่าวว่ารัฐบาลจะไม่ให้มีการถ่ายทอดการอภิปรายในสภาครั้งนี้ ซึ่งอาจเป็นการตีปลาหน้าไซป้องกันไว้ก่อนก็ได้ แต่รัฐบาลคงไม่กล้าห้ามถ่ายทอดการประชุมสภาพิจารณาร่างกฎหมายฟอกผิดดังกล่าว ทั้งที่ใจจริงไม่อยากให้ถ่ายทอดเพราะกลัวฝ่ายค้านอภิปราย ซึ่งเท่ากับเป็นการเปลือยรัฐบาลอย่างล่อนจ้อน ถ้ารัฐบาลไม่ยอมให้ถ่ายทอดการอภิปรายครั้งนี้ ซึ่งเป็นที่สนใจอย่างมากของประชาชน ย่อมเป็นผลเสียอย่างใหญ่หลวงต่อรัฐบาล เพราะละเมิดสิทธิการรับรู้ของประชาชนและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย
อย่างไรก็ดี ความกลัวของรัฐบาลถูกแสดงออกในรูปแบบอื่น เช่น สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงไอซีทีตรวจสอบการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของประชาชนผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และข่มขู่ที่จะจับกุมบุคคลที่แสดงความคิดเห็นและคนที่กดไลค์แสดงความเห็นด้วย พฤติกรรมเช่นนี้ถือว่าเป็นการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ และเป็นการข่มขู่ คุกคาม ละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนที่มีความเห็นทางการเมืองต่างจากรัฐบาล ที่ไม่ได้ประกอบอาชญากรรมแต่อย่างใด
คนที่มีความเห็นทางการเองต่างจากรัฐบาลถูกข่มขู่คุกคามในรูปแบบต่างๆ อาทิ ถูกตรวจสอบภาษี ถูกสะกดรอยตาม ถูกทำร้ายร่างกาย ดังเช่นที่ราเมศวร์ ทนายความของพรรคฝ่ายค้านที่ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส ภิญโญ โหรดังคนหนึ่งถูกตีหัวเพราะทำนายเหตุการณ์ที่คงไม่เป็นที่พอใจของรัฐบาล หรือแม้กระทั่งการตายของเอกยุทธ อัญชันบุตร ที่มีความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับรัฐบาล ซึ่งสังคมสงสัยว่าไม่ใช่การตายจากการฆ่าชิงทรัพย์ธรรมดา ล่าสุด แพทย์ผู้ผ่าพิสูจน์ศพชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของวุฒิสภา โดยยืนยันว่าเป็นการถูกฆ่าโดยมืออาชีพ ไม่ใช่จากคนขับรถที่ตำรวจพยายามปิดคดีว่าเป็นการฆ่าชิงทรัพย์ธรรมดา
นอกจากคุกคามต่อสิทธิในการรับรู้ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบ สันติ แล้ว รัฐบาลยังคุกคาม ละเมิดต่อสิทธิในชีวิตของประชาชนอีกด้วย แล้วอย่างนี้เราจะบอกว่านี่คือประเทศประชาธิปไตยอย่างนั้นหรือ
ความกลัวผ่านการแสดง “ปฏิกิริยาตอบโต้ที่เกินความพอดี” เป็นเพราะนายกรัฐมนตรีและทีมงานรู้ดีว่า ความไม่พอใจของประชาชนเริ่มขยายตัวมากขึ้นทุกที ความอึดอัดใจของประชาชนต่อการบริหารงานของรัฐบาลกำลังจะถึงจุดที่ไม่อาจทนต่อไปได้ ที่สำคัญ กลุ่มคนที่ไม่พอใจเหล่านี้เป็นคนที่มีความรู้ ชนชั้นกลางที่มีคุณภาพ จากการรวมตัวอย่างกระจัดกระจายเริ่มรวมตัวกันติดมากขึ้น หากการต่อสู้ในสภาผ่านฝ่ายค้านในการคัดค้านร่างกฎหมายฟอกผิดไม่ประสบความสำเร็จ โดยรัฐบาลใช้เสียงข้างมากในสภาตัดสินใจสิ่งที่ขัดกับความรู้สึกของประชาชน การต่อสู้ของประชาชนจะออกมาที่นอกสภา ประชาชนและฝ่ายค้านย่อมมี “ความชอบธรรม” ในการต่อสู้นอกสภากับ “ทรราชเสียงข้างมาก” ต่อไป
การที่นายกฯ ปู ยิ่งลักษณ์ อ่านโพยเสนอการปฏิรูปประเทศไทยตามที่มีคนเขียนมาให้อ่านและคงไม่เข้าใจความหมายในคำนั้น เป็นเพียงข้อเสนอทาง “ยุทธวิธี” เพื่อซื้อเวลาและเบนความสนใจของประชาชนจากความล้มเหลวของรัฐบาลเท่านั้น ไม่ใช่เป็นข้อเสนอ “ทางยุทธศาสตร์” ที่จะหาทางออกให้กับประเทศอย่างจริงจัง แทนที่จะมุ่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและความเสียหายของประเทศอย่างจริงจัง ซึ่งจะทำให้รัฐบาลอยู่ได้นาน กลับใช้วิธีการคุกคามประชาชนคนเห็นต่างแทน
การทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อยเป็นหน้าที่ของรัฐบาลโดยตรง ดังนั้น หากเกิดอะไรขึ้นรัฐบาลไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้
ประชาชนจำนวนมากเห็นตรงกันว่า ไม่สามารถให้ความไว้วางใจให้รัฐบาลปู ยิ่งลักษณ์ บริหารประเทศต่อไปได้ เพราะสองปีที่ผ่านมา ทำให้บ้านเมืองเสียหายอย่างมากมาย และบ้านเมืองเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมกับเพื่อนบ้าน การเมืองของประเทศจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง และจะให้เป็นภาระของนักการเมืองแต่ฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะนักการเมืองมีแต่ต่อสู้เพื่อแย่งชิง แบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างกันเท่านั้น ต้องให้ประชาชนเป็นผู้เปลี่ยนแปลง







