
อิสรภาพนักเรียนไทยผ่านกฏทรงผมใหม่
บทบรรณาธิการเว็บไซต์ สำนักข่าวกัลฟ์นิวส์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แสดงความเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกระทรวงศึกษาธิการของไทย ที่เตรียมพิจารณาการยกเลิกระเบียบเรื่องทรงผมนักเรียน โดยระบุว่า สะท้อนให้เห็นว่านักเรียนไทยเริ่มมีอิสรภาพมากขึ้น ภายหลังจากที่ต้องถูกบังคับให้ไว้ผมทรงเดียวกันมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
บทบรรณาธิการเว็บไซต์ สำนักข่าวกัลฟ์นิวส์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แสดงความเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกระทรวงศึกษาธิการของไทย ที่เตรียมพิจารณาการยกเลิกระเบียบเรื่องทรงผมนักเรียน โดยระบุว่า สะท้อนให้เห็นว่านักเรียนไทยเริ่มมีอิสรภาพมากขึ้น ภายหลังจากที่ต้องถูกบังคับให้ไว้ผมทรงเดียวกันมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
รายงานอ้าง วิสรุต รุ่งโรจน์ นักเรียนไทยวัย 14 ปี แสดงความเห็นว่า เจ้าตัวรู้สึกอับอายที่ต้องไว้ผมเกรียน พร้อมเปิดเผยว่า ได้วางแผนที่จะไว้ผมให้ยาวขึ้นโดยเร็วที่สุด ภายหลังจากทางการประกาศยกเลิกกฎทรงผมเมื่อเดือน พ.ค. อีกด้วย
“ผมจะรู้สึกมั่นใจกว่านี้ หากผมยาวขึ้น” วิสรุต กล่าว
ทั้งนี้ ตามกฎกระทรวงศึกษาเมื่อปี 2515 ระบุให้นักเรียนไทยทุกคนต้องไว้ทรงผมเดียวกัน คือ นักเรียนชายไว้ผมยาว โดยไว้ผมข้างหน้าและกลางศีรษะยาวเกิน 5 เซนติเมตร และชายผมรอบศีรษะไม่ตัดเกรียนชิดผิวหนัง หรือไว้หนวดหรือเครา ขณะที่นักเรียนหญิงตัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอและต้องเห็นติ่งหู
กระนั้นก็ตาม การประกาศเปลี่ยนแปลงกฎดังกล่าว เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาครูอาจารย์และผู้ปกครอง ที่มองว่าการผ่อนปรนกฎทรงผมที่เปิดโอกาสให้นักเรียนมีอิสระในการไว้ทรงผมมากขึ้นนั้น อาจกลายเป็นชนวนของปัญหาอื่นๆ ตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาความเหลื่อมล้ำในหมู่นักเรียน
รายงานระบุว่า เหตุผลประการสำคัญของเสียงคัดค้าน เนื่องจากหลายฝ่ายวิตกกังวลว่า อาจมีการแข่งขันทางความงามและสิ้นเปลืองเงินไปกับการเสริมสวย ซึ่งอาจส่งผลให้เด็กนักเรียนมีความหมกมุ่นกับเรื่องรูปลักษณ์และทรงผมมากเกินไป จนไม่เห็นความสำคัญกับการเรียน
“นักเรียนทุกคนควรไว้ผมสั้นเหมือนกัน ไม่เช่นนั้นเราก็จะเห็นนักเรียนร้อยคนที่มีทรงผมแตกต่างกันร้อยทรง ผมคิดว่าหากนักเรียนส่วนใหญ่ไว้ผมสั้น นักเรียนส่วนที่เหลือก็ควรไว้ผมสั้นเช่นกัน เพื่อความเป็นเอกภาพในสังคม” รายงานอ้าง พรยุทธ พันธพงศ์สิริพร คุณพ่อวัย 56 ปี
วันเดียวกันสื่อต่างประเทศหลายสำนักยังคงจับตาความเคลื่อนไหวทางการเมืองไทยที่ร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง ภายหลังรัฐสภากำลังพิจารณาออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองของรัฐบาล ที่จุดชนวนให้กลุ่มผู้ต่อต้านหลายพันคนออกมารวมตัวกันประท้วงคัดค้านด้านหน้ารัฐสภา
สำนักข่าวยักษ์ใหญ่ทั่วโลกอย่างซีเอ็นเอ็นของสหรัฐ ตลอดจนถึงรอยเตอร์ส หรือแม้แต่สเตรท ไทมส์ ของสิงคโปร์ รายงานความเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันว่า พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม อาจจุดชนวนให้การเมืองไทยกลับมาไร้เสถียรภาพอีกครั้ง เนื่องจากฝ่ายรัฐบาลต้องรับมือกับฝูงชนหลายฝ่ายที่ออกมารวมตัวกันแสดงความคัดค้านกฎหมายดังกล่าว และแม้การประท้วงจะเป็นไปอย่างสงบ ทว่าการชุมนุมที่ส่งผลให้รัฐบาลต้องประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตั้งแต่วันที่ 110 ส.ค. นั้น ได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นของบรรดานักลงทุนต่างชาติ ลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







