
อาชญากรรมสิ่งแวดแล้อม
วิกฤตการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลจากเรือขนส่งน้ำมันขนาดใหญ่ลงสู่ท้องทะเลมาบตาพุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยเกิดเหตุการณ์ประเภทนี้ในประเทศไทย และผู้ที่ก่อเหตุอาจถือได้ว่าเป็น “อาชญากรรมด้านสิ่งแวดล้อม” ประเภทหนึ่งในคดีอาญาที่มีกฎหมายหลายฉบับบัญญัติการกระทำดังกล่าวให้มีโทษต่อผู้กระทำ ผู้ปฏิบัติ ผู้สนับสนุน รวมทั้งบริษัท เจ้าของ หรือผู้ประกอบการ
วิกฤตการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลจากเรือขนส่งน้ำมันขนาดใหญ่ลงสู่ท้องทะเลมาบตาพุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยเกิดเหตุการณ์ประเภทนี้ในประเทศไทย และผู้ที่ก่อเหตุอาจถือได้ว่าเป็น “อาชญากรรมด้านสิ่งแวดล้อม” ประเภทหนึ่งในคดีอาญาที่มีกฎหมายหลายฉบับบัญญัติการกระทำดังกล่าวให้มีโทษต่อผู้กระทำ ผู้ปฏิบัติ ผู้สนับสนุน รวมทั้งบริษัท เจ้าของ หรือผู้ประกอบการ
เหตุน้ำมันดิบรั่วไหลลงทะเลที่ จ.ระยอง ในเบื้องต้นหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องออกมาแถลงถึงความผิดตามกฎหมายมากมายหลายฉบับ อาทิ กรมสอบสวนคดีพิเศษ แถลงว่าอาจมีการกระทำความผิดที่เข้าข่ายการกระทำโดยประมาทตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2556 มาตรา 119 ทวิ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2505 มาตรา 16 (4) พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 23 ประกอบมาตรา 73 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360
สมมติฐานในความผิดทางอาญาอันอาจเนื่องมาจากความประมาทที่เกิดจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย 1.พนักงานที่ควบคุมการโหลดน้ำมันดิบจากเรือบรรทุกน้ำมันที่ไม่ตัดวาล์วน้ำมันจากเรือเมื่อมีการรั่วไหล 2.พนักงานของบริษัทผู้ก่อเหตุไม่ตรวจสอบประสิทธิภาพของสายส่งน้ำมันให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ตามปกติ
3.ผู้ควบคุมเรือบรรทุกน้ำมันประมาทในการเทียบเรือกับทุ่น อาจดึงสายน้ำมันฉีกขาดแล้วทำให้น้ำมันรั่ว 4.เจ้าของกิจการผู้ก่อเหตุ รวมทั้งเจ้าของผลิตภัณฑ์สายน้ำมันที่อาจไร้คุณภาพ และ 5.บุคคลอื่นที่ส่อแสดงถึงความประมาทเลินเล่อในเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย
ประเด็นที่น่าสนใจของเหตุที่เกิด คือ ท่อสายน้ำมันที่ฉีกขาดนั้น จำเป็นจะต้องนำไปพิสูจน์ในห้องปฏิบัติการทางวิศวกรรม เพื่อตรวจรอยฉีกของท่อว่าเกิดจากแรงดันน้ำมันดิบภายในท่อทำให้ฉีกขาดจากภายใน หรือเกิดจากแรงกระทำภายนอกที่ทำให้ท่อน้ำมันฉีกขาดกันแน่
สำหรับท่อน้ำมันที่เกิดเหตุ พบว่า มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 16 นิ้ว มีความยาว 300 เมตร ตัวท่อทำมาจากยางเสริมใยเหล็ก 710 ชั้น สามารถทนแรงดันของน้ำมันได้ 10 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ท่อยางดังกล่าวใช้เชื่อมต่อกับทุ่นลอยทะเลไว้ให้เรือบรรทุกน้ำมันต่างๆ ใช้เชื่อมขนถ่ายน้ำมันดิบจากเรือขนส่งขนาดใหญ่ลงสู่ท่อหลักใต้ทะเล เพื่อส่งต่อมาขึ้นฝั่งที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดนั่นเอง
สาเหตุการแตกของท่อครั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสืบสวนสอบสวนให้ได้ความจริงโดยเร็วว่าเกิดจากแรงอัดที่เกินหรือไม่ หรือมีการกระชากของเรือในขณะนั้นหรือไม่ หรือเป็นอุบัติเหตุ หรือเพราะอะไร เพื่อจะใช้ตอบต่อสังคมได้ และใช้เป็นฐานข้อมูลในการป้องกันแก้ไขปัญหาในอนาคต
นอกจากนั้น จะต้องตรวจสอบด้วยว่าท่อยางที่ฉีกขาดใครเป็นผู้ผลิต ผลิตได้ตามมาตรฐานหรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบประวัติการบำรุงรักษา เพื่อวิเคราะห์ประมวลว่าสาเหตุกรณีน้ำมันดิบรั่วลงทะเลครั้งนี้ เกิดจากอุบัติเหตุหรือเกิดจากความประมาท ใครต้องรับผิดชอบ โดยการสอบสวนต้องใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์ยืนยันให้ได้ในทุกขั้นตอน
นอกจากความผิดทางอาญาแล้ว ยังมีกฎหมายที่ระบุในความรับผิดชอบทางแพ่ง อีกฉบับ คือ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 มาตรา 96 และมาตรา 97 ที่กำหนดให้ผู้กระทำหรือละเว้นการกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือผู้ก่อให้เกิดการแพร่กระจายของมลพิษ ทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย และสุขภาพอนามัย หรือทำให้ทรัพย์สินเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือทรัพยากรธรรมชาติ สาธารณสมบัติของแผ่นดิน มีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย และหรือให้แก่รัฐตามมูลค่าของความเสียหายที่เป็นจริงทั้งหมด
ในทางแพ่งนั้นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกรณีน้ำมันรั่วไหล สามารถที่จะยื่นข้อเรียกร้องไปยังบริษัทผู้ก่อเหตุให้รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายตามความเสียหายที่เป็นจริงได้ ทั้งกลุ่มชาวประมงพื้นบ้าน กลุ่มเลี้ยงกุ้ง หอย ปู ปลา ในกระชัง กลุ่มอาชีพต่อเนื่องจากการทำประมง กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า กลุ่มเจ้าของโรงแรม รีสอร์ท บ้านพัก บังกะโล พนักงาน ลูกจ้างที่ขาดรายได้ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว รวมทั้งกลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการบริการการท่องเที่ยวด้วย เช่น แม่ค้าขายข้าวเหนียว ส้มตำ ไก่ย่าง ตามชายหาด หรืออาชีพนวดแผนโบราณตามชายหาด ฯลฯ
ส่วนความเสียหายที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เช่น น้ำทะเล ชายหาด ปะการัง หญ้าทะเล สัตว์ทะเล กุ้ง หอย ปู ปลา ฯลฯ ซึ่งไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของเป็นการเฉพาะ หน่วยงานรัฐที่เป็นผู้มีอำนาจในการกำกับ ดูแล และเป็นเจ้าของพื้นที่ ต้องเป็นผู้มีหน้าที่ในการคิดคำนวณเรียกความเสียหายในทางแพ่ง ผนวกกับต้องร้องเรียนกล่าวโทษความผิดดังกล่าวในทางอาญาด้วย เนื่องจากเป็นกรณีความผิดของแผ่นดิน
เช่น คณะกรรมการ กปน. กรมเจ้าท่า กรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมประมง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการท่องเที่ยว กรมการปกครอง และองค์กรปกครองท้องถิ่นในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำมันรั่วไหลดังกล่าวด้วย
นอกจากนั้น ในขณะที่ทำการขจัดคราบมลพิษตลอดระยะเวลากว่า 10 วันที่เกิดเหตุ มีการใช้สรรพกำลัง บุคลากร และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ของภาครัฐ โดยเฉพาะจากกองทัพเรือ จากกรมเจ้าท่า จากกรมอุทยานฯ กรมการปกครอง องค์กรปกครองท้องถิ่น ฯลฯ ไปดำเนินการขจัดปัดเป่า ควบคุมปัญหาอีกมากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นค่าใช้จ่ายที่สามารถคิดคำนวณได้ทั้งสิ้น ทั้งค่าแรง ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าน้ำมัน ค่าวัสดุอุปกรณ์ ค่าล่วงเวลา
รวมทั้งค่าเสื่อมราคาของวัสดุอุปกรณ์ที่นำไปใช้ทั้งหมดด้วย ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานเหล่านั้นที่จะต้องคิดคำนวณค่าใช้จ่ายเหล่านั้นไปดำเนินการเบิกคืนจากบริษัทผู้ก่อเหตุ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สำรองออกไปก่อนตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2546 และระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจ่ายเงินทดรองราชการเพื่อการป้องกันและขจัดภาวะมลพิษทางทะเลเนื่องจากน้ำมัน พ.ศ. 2527
ความเสียหายส่วนบุคคลที่เป็นของประชาชนหรือเอกชนนั้น อาจจะคิดคำนวณมูลค่าความเสียหายในระยะสั้นได้ในช่วงระยะเวลาที่เกิดเหตุ จนถึงวันที่ความเดือดร้อนและเสียหายได้หมดสิ้นไปแล้ว ซึ่งน่าจะอยู่ที่ประมาณ 30 วันบวกลบ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น ไม่สามารถคิดสรุปรวบยอดของมูลค่าความเสียหายได้ภายในระยะเวลาที่รวดเร็วได้ แต่จะต้องมีการแบ่งรอบของความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็น 3 ส่วน
คือ 1) ความเสียหายระยะสั้นในช่วงเผชิญเหตุจนถึงเหตุการณ์คลี่คลายยุติ 2) ความเสียหายระยะปานกลาง ที่ทรัพยากรเริ่มมีผลกระทบในระยะเวลา 6 เดือนถึง 1 ปี และ 3) ระยะยาว คือตั้งแต่ 1 ปี ถึง 5 ปี หรืออาจมากถึง 10 ปี ก็เป็นได้ เป็นต้น ซึ่งจะต้องมีการทำข้อตกลงกับผู้ก่อเหตุให้ชัดแจ้ง รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการศึกษา วิจัย และการได้มาซึ่งข้อมูลความเสียหายทั้งหมด
มูลค่าความเสียหายเหล่านี้ ผู้ที่ก่อเหตุต้องรับผิดชอบทั้งในทางอาญาและทางแพ่ง และเป็นหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐในทางปกครอง ดังได้กล่าวแล้วข้างต้นที่มีหน้าที่จะต้องติดตามในทางการบังคับใช้กฎหมาย หรือในทางคดีแทนประชาชน และต้องรายงานให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง ไม่มีคำว่าเกี้ยเซี้ยกันเป็นอันขาด
ไม่เช่นนั้นต้องเจอดีกับสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน







